มีชัย วีระไวทยะ

มีชัย วีระไวทยะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่อเสียงจากบทบาทการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัย สำหรับการคุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 จนทำให้ช่วงนั้นคนไทยนิยมเรียกชื่อถุงยางอนามัยว่า “ถุงมีชัย”

มีชัย วีระไวทยะ เกิดวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 ที่ออสเตรเลียจากมารดาชาวสกอตแลนด์ และบิดาชาวไทย จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น

นายมีชัย วีระไวทยะ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และได้รับการแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกอีกหลายสมัย

นายมีชัยได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2537

ครูติ๋ว

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยิ้มทั้งน้ำตาไปพร้อมๆ กับความซาบซึ้งกินใจ หลังจากได้ชมโฆษณาประกันชีวิตของบริษัทแห่งหนึ่งที่เสนอเรื่องราวชีวิตของ แม่ต้อย ผู้ให้เส้นทางชีวิตใหม่แก่เด็ก 3 คน ที่หลงเดินทางผิดและกำลังจะกลายเป็นปัญหาสังคม แต่แม่ต้อยกลับพาเด็กๆ เหล่านั้นมาอุปการะเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ราวกับเป็นลูกของเธอเอง แม้เธอจะป่วยเป็นมะเร็ง และมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 2 ปี แต่เธอก็ยังสามารถเล่นกีตาร์ร้องเพลงสนุกไปกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของ เด็กๆ

ภาพชีวิตของบุคคลหนึ่งที่อุทิศตัวเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายให้กับเด็กๆ แม้ตัวเองจะป่วยเป็นมะเร็งก็ไม่หวาดหวั่นดังเช่นในโฆษณา ละม้ายคล้ายคลึงกับชีวิตของ “ครูติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์”แห่งบ้านโฮมฮัก บ้านที่เปรียบเสมือนออกซิเจน ที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับเด็กไร้โอกาสหลายๆ คนในสังคม

ครูติ๋ว” หรือ “แม่ติ๋ว” ของเด็กๆ เคยเป็นอาสาสมัครตามมูลนิธิต่างๆ ก่อนจะมาก่อตั้ง “มูลนิธิ สุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน” ขึ้น และสร้างบ้านโฮมฮักขึ้นที่จังหวัดยโสธร ตลอดเวลา 20 ปีของบ้านโฮมฮัก ครูติ๋วได้ทุ่มเทความรักให้กับเด็กๆ ด้อยโอกาสและเด็กที่ประสบปัญหาวิกฤติต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเด็กติดเชื้อเอดส์ เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือเด็กถูกทำร้ายทุบตี รวมๆ กว่า 100 ชีวิต

แม้ตัวครูติ๋วเองจะมี ฐานะไม่สู้ดีนัก ซ้ำยังทรมานจากอาการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มานานหลายปี ซึ่งอาการก็ทรงๆ ทรุดๆ และกำเริบขึ้นมาวันใดก็ได้ แต่ครูติ๋วก็ไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการรักษาตัวเองเสียทั้งหมด เวลาส่วนใหญ่ของเธออยู่ที่การได้ดูแลเด็กๆ ในบ้านโฮมฮัก นั่นเพราะครูติ๋วมีหลักในการดำรงชีวิตว่า “ชีวิตที่มีค่า คือการทำให้ชีวิตผู้อื่นมีค่า” ดังนั้นครูติ๋วจึงสุขใจที่จะได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเด็กๆ ผู้เปรียบเสมือนต้นกล้าเล็กๆ ที่กำลังรอการรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยที่ดีก่อนจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่สวยงาม ต่อไป สมกับชื่อบ้าน “โฮมฮัก”ที่เป็นภาษาอีสานหมายถึง “ศูนย์รวมแห่งความรักนั่นเอง”

นับวันที่บ้านโฮมฮักจะมีเด็กๆ เข้ามารับไออุ่นจากบ้านมากขึ้น นั่นสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเรายิ่งเลวร้ายลงเพียงใด บ้านโฮมฮักที่กลายเป็นจุดพักพิงของเด็กๆ ด้อยโอกาส จึงกำลังประสบปัญหาอย่างหนักเรื่องเงินทุนที่ต้องใช้กว่าเดือนละเจ็ดแสนบาท ทั้งค่าอาหาร ค่ายา และอุปกรณ์ต่างๆ จนครูติ๋วก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมของเด็กๆ จะดำเนินต่อไปได้อย่างไร หากขาดเงินทุนมาหล่อเลี้ยงชีวิต แต่หลังจากครูติ๋วได้ออกรายการโทรทัศน์หลายๆ รายการ นั่นก็ทำให้เกิดธารน้ำใจจากกลุ่มต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อมอบเงินทุนให้กับบ้านโฮมฮัก เป็นการตอบแทนน้ำใจของครูติ๋วที่ได้แบ่งปันและให้สิ่งดีๆ กับสังคม

และนี่คือชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาพยนตร์โฆษณา เป็นการกระตุ้นให้คนตระหนักถึงสังคมมากขึ้น เฉกเช่นเดียวกับความคิดของ “ครูติ๋ว” ที่แม้ร่างกายของเธอจะอ่อนแอจากโรคร้ายที่รุมเร้า แต่หัวใจของเธอยังคงเข้มแข็งเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะ “ให้” และเติมเต็มในสิ่งที่ขาด ในทุกๆ โอกาสที่เธอจะทำได้

พระอุดมประชาทร

พระอุดมประชาทร พ่อพระของผู้ป่วยเอดส์หรือชื่อที่คนไทยรู้จักกันดี “พระอาจารย์อลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ในวัย 55 ปี ผู้ริเริ่มโครงการ “ธรรมรักษ์นิเวศน์” เมื่อปี 2535

สร้างบ้านพักผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะ สุดท้าย จากวันนั้นก็ไม่เคยมีวันไหนที่หลวงพ่อหยุดทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไข้อนาถาโรค เอดส์ และปี 2550 นี้หลวงพ่อมีโครงการสร้างโรงพยาบาลเพิ่มอีก 400 เตียง รองรับสถานการณ์โรคเอดส์ที่คร่าชีวิตคนไทยอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน

” หลวงพ่อมีคติในการทำงาน 2 ข้อ ข้อแรกอดทนอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ข้อสอง เพียรพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นมนุษย์ที่ทำงานทุกวัน อย่าง 365 วันไม่มีวันหยุด แล้วเมื่อยารักษาเอดส์ดีขึ้น คนไม่ตายก็ต้องเลี้ยงดูเขาต่อไป หางานให้เขาทำ ช่วยเขาเลี้ยงดูลูกๆ อีก สถานการณ์เอดส์เป็นภาระสังคมหนักมาก”

ระยะเวลา 10 กว่าปี ที่หลวงพ่อทำงานทุ่มเทสร้างชีวิตใหม่กับผู้ป่วยเอดส์ยากไร้ จึงได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเป็นผู้ได้รับรางวัล “แทนคุณแผ่นดิน” สาขาสังคม

สืบ นาคะเสถียร

สืบ นาคะเสถียร (31 ธ.ค. 2492 — 1 ก.ย. 2533) นักอนุรักษ์และนักวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติคนสำคัญของไทย มีบทบาทและชื่อเสียง จากการทำงานอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ในเชี่ยวหลาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายวาจา

สืบ นาคะเสถียรหรือนามเดิมชื่อ”สืบยศ” เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีบิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ปราจีนบุรี มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร สืบ นาคะเสถียรมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบ นาคะเสถียร เป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือคุณกอบกิจ นาคะเสถียรและคุณกัลยา รักษาสิริกุลคุณสืบมีบุตรสาว 1 คน ชื่อชินรัตน์ นาคะเสถียร ในวัยเด็ก สืบ นาคะเสถียร ได้ช่วยงานในนาของมารดา ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด

ในทรรศนะของเขา หนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือการสร้างแนวป่ากันชนขึ้นมา จากนั้น อพยพราษฎร ออกนอกแนวกันชน แต่พัฒนาแนวกันชนดังกล่าวให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาประโยชน์ ได้ อย่างไรก็ตาม สืบไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ปรากฏเป็นจริง

ดังนั้นเขาจึงได้พยายามประสานงานกับผู้ใหญ่ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงให้เห็นถึงความสำคัญของแนวคิด ดังกล่าว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฟังปล่อยให้สืบ ต้องดูแลป่าห้วยขาแข้งไปตามยถากรรมด้วยความเหนื่อยล้า ความผิดหวังและความคับแค้นใจ

เช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2533 สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจผ่าทางตันด้วยการสั่งเสียลูกน้อง คนสนิท และเขียนจดหมายสั่งลา 6 ฉบับ ชำระสะสางภาระ รับผิดชอบและทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง มอบหมาย เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ให้สถานีวิจัย สัตว์ป่าเขานางรำ เพื่อนำไปใช้ตาม วัตถุกระสงค์ดังกล่าว ตั้งศาลเพื่อแสดงความคารวะต่อ ดวงวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ซึ่งพลีชีพรักษาป่าห้วยขาแข้ง แล้วสวดมนต์ไหว้พระ จนจิตใจสงบขณะที่ฟ้ามืดกำลัง เปิดม่านรับวันใหม่ เสียงปีนดังขึ้นนัดหนึ่งในราวป่าลึก ที่ห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ก็ปิดม่านชีวิตของเขาลง และเป็นบทเริ่มต้น ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายวาจา

พุทธทาสภิกขุ

(เงื่อม อินทปัญโญ) หรือรู้จักในนาม พุทธทาสภิกขุ (27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 – 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536) เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2449 เริ่มบวชเรียนเมื่ออายุได้ 20 ปี ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยต่อที่กรุงเทพมหานคร
จนสอบได้เปรียญ ธรรม 3 ประโยค แต่แล้วท่านพุทธทาสภิกขุก็พบว่าสังคมพระพุทธศาสนาแบบที่เป็นอยู่ในขณะนั้น แปดเปื้อนเบือนบิดไปมาก และไม่อาจทำให้เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาได้เลย ท่านจึงตัดสินใจหันหลังกลับมาปฏิบัติธรรมที่อำเภอไชยา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของท่านอีกครั้ง พร้อมปวารณาตนเองเป็น พุทธทาส เนื่องจากต้องการถวายตัวรับใช้พระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด ตลอดเวลาที่ดำรงสมณเพศ ท่านพุทธทาสภิกขุตั้งใจศึกษาพระปริยัติอย่างแน่วแน่ พร้อมตั้งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด และวัตรเหล่านี้เองที่ทำให้ท่านพุทธทาสภิกขุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกิจทั้งด้าน คันถธุระและวิปัสสนาธุระอย่างยากยิ่งที่จะหาพระภิกษุรูปใดเสมอเหมือน

ปณิธานในชีวิต
ปณิธานในชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ

ให้พุทธศาสนิกชนหรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน
ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา
ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม

วิชัย สุริยุทธ

หลายคนคงรู้จักชื่อ “ดาบวิชัย” ผู้สร้างป่า ตลอดเวลา 20 ปี ด.ต.วิชัย สุริยุทธ ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.อ.ปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ปลูกต้นไม้มาแล้วกว่า 2 ล้านต้น ในพื้นที่ต่างๆ โดยเขาได้แนวคิดนี้มาหลังจากการได้เข้าร่วมอบรมโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดิน ทอง เมื่อปี 2530 ที่เน้นเรื่องความสงบสุขของชาวบ้าน และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญคือมีการเชิดชูคนดีที่เสียสละเวลาเพื่อส่วนรวม โดยสามารถเริ่มได้ง่ายๆ จากตนเอง ตั้งแต่นั้นเขา ดาบวิชัยก็ได้ลงมือปลูกต้นไม้ต้นแรก เมื่อปี 2530

“ผมยึดหลัก ทำเพื่อความสุขของผู้อื่น ทำให้คนที่ไม่รู้ ทำให้คนที่เสียโอกาส ผมจะปลูกต้นไม้ ไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผมไม่ได้ปลูกแต่ต้นยางนา คูน ตาล เท่านั้น ผมปลูกขี้เหล็ก สะเดา กระถิน ตะไคร้ โตแล้วให้ดอกออกผลก็เป็นของชาวบ้าน ใครจะกินก็มาเก็บเอา บางคนเก็บไปขาย ส่งลูกเรียน ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจ ผมมีความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่เอาเมล็ดพันธุ์ใส่ถุง แบกจอบ หิ้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ ขี่ไปปลูกจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ผมจึงตั้งใจปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

ปัจจุบัน ดาบวิชัย คนปลูกต้นไม้ เลื่อนยศเป็น ร.ต.ต. แล้ว

อากาศ ร้อนๆ อย่างนี้ ไอศกรีมกลายเป็นอาหารยอดนิยมอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่า หากเลือกไอศกรีมตามหลักวิชาการแล้วล่ะก็ นอกจากอร่อยคลายร้อนแล้วยังได้สุขภาพด้วย หนังสือ Eat Right For Your Type ของ ดร.เจ.ดี อดาโม คือหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของตำราการรับประทานอาหารให้ตรงกับกรุ๊ปเลือด โดยให้ความรู้ว่า หากเรารู้จักตนเองและเลือกรับประทานอาหารให้สอดคล้องกับกรุ๊ปเลือดของตนเอง แล้วนั้น นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังส่งผลให้รูปร่างดีและอายุยืนอีกด้วย

กรุ๊ป เลือดเอ – สำหรับคนที่มีเลือดกรุ๊ป เอ จะมีเลือดค่อนข้างเหนียวข้น และกระเพาะอาหารของคนกลุ่มนี้จะมีกรดต่ำว่าเลือดกรุ๊ปอื่นๆ ดังนั้น ไอศกรีมโดยทั่วไปที่ทำมาจากนมวัวนั้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนกลุ่มนี้ เพราะไขมันในนมวัวจะไปช่วยเพิ่มความเข้มข้นของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนช้า ส่งผลให้หัวใจจะทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้น หากจะเลือกรับประทานไอศกรีมให้เหมาะที่สุดคือ ไอศกรีมที่ทำมาจากนมถั่วเหลือง

รสชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอมากที่สุด ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ เช่น สตรอเบอรี่ ราสพ์เบอรี่ บลูเบอรี่ เรดเบอรี่ ช็อกโกแลต ลูกพลัม ลูกพรุน มะเดื่อ กระท้อน สับปะรด เป็นต้น แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมรสมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม แคนตาลูป มะพร้าว วนิลา เพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะ และเป็นตัวการขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

กรุ๊ป เลือดบี – เลือดกรุ๊ปนี้โชคดีกว่าใคร เพราะเป็นกลุ่มเลือดที่มีความสมดุล ไม่ข้นหรือเหลวจนเกินไป นมจึงไม่มีผลต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ปนี้ รส ชาติไอศก รีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปบีมากที่สุด ได้แก่ ส้ม กล้วย แคนเบอรี่ องุ่น ทุเรียน สับปะรด กระท้อน ช็อกโกแลต วนิลา สตรอเบอรี่ ชาเขียว และเป๊ปเปอร์มินต์ เพราะมีไฟเบอร์และเอนไซม์สูง ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมรสมะพร้าว มะเฟือง ทับทิม ข้าวโพด และกะทิ เพราะเป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ง่ายกว่าอาหารอย่างอื่น

กรุ๊ป เลือดโอ – คนเลือดกรุ๊ปโอส่วนใหญ่จะมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบดูดซึมในร่างกาย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดคนเลือดกรุ๊ปนี้ถึงอ้วนง่ายกว่าคนปกติ จึงควรงดไอศกรีมที่ทำจากนมวัวทุกประเภทแล้วหันมารับประทานไอศกรีมที่ทำจากผล ไม้หรือนมถั่วเหลืองแทนจะดีที่สุด

รส ชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปโอมากที่สุดคือ ไอศกรีมที่ทำมาจากผลไม้สีแดงเข้มหรือสีม่วง ได้แก่ ลูกพรุน ลูกพลัม มะเดื่อ แบล็กเชอรี่ ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ เป๊ปเปอร์มินต์ สับปะรด แต่ที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาดคือ ไอศกรีมรสกาแฟ ส้ม วนิลา เกรปฟรุต สตรอเบอรี่ มะพร้าว แคนตาลูป เพราะหากทานเข้าไปจะไปเพิ่มปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร

กรุ๊ปเลือดเอบี – เลือดกรุ๊ปเอบีเป็นพวกลูกผสม ลักษณะอาหารการกินจึงคล้ายกับทั้งคนเลือดกรุ๊ปเอและบี แต่สามารถรับประทานนมได้ เพราะคนในกรุ๊ปนี้จะมีระบบการย่อยที่ซับซ้อนกว่า รส ชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอบีมากที่สุดคือ องุ่น กีวี เชอรี่ แคนเบอรี่มะเดื่อ สับปะรด ทุเรียน กระท้อน ชาเขียว ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ วนิลา แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมที่ทำจากผลไม้เมืองร้อนทั้งหลาย อาทิ มะม่วง มะพร้าว กล้วย ฝรั่ง เพราะจะย่อยยาก สำหรับรสส้มนั้นจะทำให้กระเพาะระคายเคือง แต่น่าแปลกใจที่ไอศกรีมรสมะนาวกลับช่วยย่อยและล้างระบบลำไส้ได้ดีเลยทีเดียว

ที่มา: ไทยโพสต์

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) เป็นเซลล์ตัวอ่อนของโลหิต โดยจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง (ทำหน้าที่นำอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย) เม็ดโลหิตขาว(ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค) และเกล็ดโลหิต (เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โลหิตแข็งตัว) ซึ่งนอกจากจะเจริญเติบโตเป็นเม็ดโลหิตหลายชนิดแล้ว สเต็มเซลล์ยังสามารถให้กำเนิดตัวเองได้ตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว ทำให้สเต็มเซลล์ไม่มีวันหมดไปจากร่างกาย เราจึงสามารถบริจาคสเต็มเซลล์ให้กับผู้ป่วยโดยที่สเต็มเซลล์ของผู้บริจาค สามารถสร้างขึ้นทดแทนได้อย่างรวดเร็ว

โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการปลูกถ่าย Stem Cell
โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (เป็นโรคที่พบได้มากในประเทศไทย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น)
โลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อ
มะเร็งเม็ดโลหิตขาวเฉียบพลัน / เรื้อรัง
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งกระดูก Myeloma
มะเร็งเต้านม
มะเร็งรังไข่
มะเร็งปอด

แสดงความจำนงบริจาค
stem cell
การแสดงความจำนงเป็นผู้บริจาค Stem cell
1. คุณสมบัติผู้ที่ลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
– อายุ 18-50 ปี
– มีสุขภาพแข็งแรง
– ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคติดต่อร้ายแรง และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง
2. ขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาค Stem Cell
2.1 สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิตอยู่แล้ว
– แจ้งความจำนงลงทะเบียนพร้อมกับการบริจาคโลหิตปกติ ตรวจวัดความดัน ความเข้มข้นโลหิต และรับหมายเลขถุงบรรจุโลหิตที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียน (ขั้นตอนหมายเลข 3)
อย่าลืม!!! ย้ำกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่าขอลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
– กรอกรายละเอียดเพื่อแสดงความยินยอมเป็นผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
2.2 สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต
– แจ้งความจำนงลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธก่อนที่จะไปห้องเก็บตัวอย่างโลหิต
3. การเก็บโลหิตตัวอย่าง
– ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะเก็บโลหิตตัวอย่างประมาณ 20 ml. (c.c.) เพื่อนำไปตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ (HLA หรือ Tissue typing) และเก็บเป็นฐานข้อมูล (database) ไว้ เมื่ออาสาสมัครฯ มีลักษณะเนื้อเยื่อ HLA เข้ากันได้กับผู้ป่วยแล้ว ทางศูนย์ฯ จะเชิญอาสาสมัครมาบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ในภายหลัง ซึ่งโอกาสที่ลักษณะเนื้อเยื่อของผู้ป่วยและอาสาสมัครฯ จะตรงกันมีเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น

วิธีบริจาค

วิธีการบริจาค Stem Cell
stem cell
1. การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทางหลอดโลหิตดำ (Peripheral Blood Stem Cell Donation)
วิธีการนี้ใช้เวลาทั้งหมด 6-7 วัน ซึ่งต้องมาต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจาก
ขั้นแรก ฉีดยา G-CSF 4 วัน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ออกจากไขกระดูก (Bone Marrow) มากระจายตัวในกระแสโลหิตให้มากพอ ที่ต้องฉีดยาชนิดนี้ก่อน เพราะว่า โดยปกติในกระแสโลหิตจะมีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) อยู่น้อยมาก จึงต้องมีการเตรียมตัวก่อนเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาค
ขั้นต่อไป จะเข้าสู่กระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งใช้เวลา 2-3 วัน และแต่ละวันใช้เวลา 3 ชั่วโมง โดยแทงเข็มที่หลอดโลหิตดำบริเวณข้อพับแขน (Vein) ให้โลหิตไหลเข้าสู่เครื่อง Automated Blood Cell Separator เพื่อแยกเก็บเฉพาะเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต กระบวนการนี้คล้ายกับวิธีการเก็บเกล็ดโลหิต (platelet) หรือน้ำเหลือง (Plasma) ซึ่งจะเก็บปริมาณเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ป่วย
2. การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทางไขกระดูก (Bone Marrow Donation)
เป็น กระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากโพรงไขกระดูก โดยใช้เข็มพิเศษเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง โดยผู้บริจาคจะได้รับการดมยาสลบ กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ร่างกายสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวด เร็ว ผู้บริจาคสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น และควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5 – 7 วัน

ผู้บริจาคจะได้บริจาควิธีการแบบใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทาง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริจาคด้วย

น้องออมทรัพย์ คลอดเมื่อวันที่ 26 ก.ย 49 ที่ร.พเอกชนแห่งหนึ่ง(ตามสิทธิสปส.)และถูกนำตัวส่งมารักษาต่อที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ทันทีในวันแรกคลอด เนื่องจากแพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ ทางแพทย์รพ.จุฬาฯได้หาสาเหตุอาการป่วยของน้องฯอยู่ระยะหนึ่ง และท้ายสุดแพทย์ได้สรุปอาการที่น้องฯป่วย คือคล้ายการสั่งการของสมองเวลาที่น้องหลับจะมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนได ร์ออกไซ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้(น้องมีอาการเฉพาะเวลา ที่นอนหลับเท่านั้น เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง) แพทย์บอกว่าอาการป่วยของน้องฯ พบน้อยมากในโลกนี้ ดังนั้นการรักษาก็คือเวลาที่น้องฯนอนหลับจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องช่วยสั่ง การแทนสมองในการหายใจ ซึ่งระยะเวลาที่น้องฯป่วยจนถึงปัจจุบันก็ 2 ปี 4 เดือน และน้องฯก็ไม่เคยได้กลับบ้านเลย (น้องจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอนแพทย์ก็ไม่สามารถระบุเวลาได้ หรืออาจจะตลอดชีวิต) ขนาดนี้แพทย์แจ้งทางพ่อและแม่ว่าน้องฯสามารถกลับบ้านได้แต่จะต้องมีเครื่อง ช่วยหายใจกลับไปด้วย ซึ่งเครื่องช่วยหายใจชนิดดังกล่าวต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศและมีราคาค่อน ข้างแพงมาก(ราคา 500,000 บาท / เครื่อง) ทางแพทย์ก็พยายามช่วยเหลือแต่เนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันและจำนวนคนไข้ อื่นๆที่ต้องการการช่วยเหลือก็มีจำนวนมาก แม่ซึ่งมีความต้องการอยากจะเป็นกำลังสำคัญและมีส่วนช่วยเหลือลูกเพราะต้อง การให้น้องได้กลับมาอญู่กับครอบครัว จึง เขียนจ.มฉบับนี้ส่งมายังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือและอนุเคราะห์ในการบริจาคเงินช่วยเหลือในการซื้อ เครื่องช่วยหายใจดังกล่าว น้องออมทรัพย์นอนเป็นคนไข้ของทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ ณ. ตึก สก.15 G2 HN.86930 /49สอบถามข้อมูลหรืออาการป่วยเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่พยาบาล รพ.จุฬาฯ คือ 02-256-4915

ขอขอบพระคุณมา ณ. โอกาสนี้สำหรับทุกความเมตตาและกำลังใจ
จากความรักและความหวังของแม่
นางสาวนนทิญา อินต๊ะ
20 มกราคม 2552

น้องออมทรัพย์

น้องออมทรัพย์

น้องออมทรัพย์

สิงโตคริสเตียน

Posted วันอาทิตย์, พฤษภาคม 10th, 2009


เรื่องราวของคริสเตียนเริ่มขึ้นในปี 2512 ที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เมื่อจอห์น เรนดอล และ แอนโธนี่ เบิร์ก
นักแสวงโชคหนุ่มจากออสเตรเลีย
ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าแฮร็อตอันเลื่องชื่อ
ห้างนี้โฆษณาตัวเองว่า “ไม่มีอะไรที่แฮร็อตไม่มี”
ห้างนี้ขายทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงสัตว์ป่านานาชนิด
โดยจัดเป็นโซนพิเศษ ที่ทำได้เพราะในขณะนั้นไม่มีกฎหมายห้าม

เรนดอลเล่าว่า “ผมและแอนโธนี่ไปที่ห้างแฮร็อต
เพื่อให้เห็นกับตาว่าห้างนี้มีของทุกอย่าง
ก่อนหน้านี้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งไปที่ห้างและแจ้งผู้จัดการโซนสัตว์ป่าว่า อยากได้อูฐ ผู้จัดการถามแต่เพียงว่า
จะเอาแบบโหนกเดียวหรือ 2 โหนก”
และที่แผนกนั้น ทั้งสองได้เห็นลูกสิงโต 2 ตัวหน้าตาเศร้าสร้อย
ถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ทั้ง 2 คนสงสารลูกสิงโตมากที่ต้องถูกขังอย่างนั้น พวกเขาใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ซื้อลูกสิงโตตัวหนึ่ง
พวกเขาตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ว่า “คริสเตียน”

เรนดอลและแอนโธนี่ทำงานในร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้เล็กๆ
บนถนนคิงส์ที่มีห้องใต้ถุนกว้างขวาง
ตอนแรกเจ้าของร้านจะไม่ยอมให้เลี้ยงคริสเตียนที่ห้องใต้ถุน
แต่เมื่อแอนโธนี่หว่านล้อมว่า
คริสเตียนจะสามารถเรียกลูกค้าให้เข้าร้านได้ เจ้าของก็เปลี่ยนใจ

คริสเตียนเลี้ยงง่ายแต่ซนมาก ชายหนุ่มทั้งสองรวมถึงแฟนสาว (ในขณะนั้น)
ต้องมาช่วยกันเลี้ยง คริสเตียนไม่เคยถูกตี
เรนดอลและแอนโธนี่จะใช้น้ำเสียงที่ดุและเย็นชา
เมื่อต้องการดุคริสเตียนแทน

นอกจากนี้คริสเตียนซึ่งกำลังโตขึ้นก็กินจุมาก มันกินวันละ 4 มื้อ
ไม่นับอาหารเสริม คิดแล้วค่าอาหารของมัน
ประมาณอาทิตย์ละ 2400 บาทซึ่งนับว่าแพงมากในสมัยนั้น

คริสเตียนต้องออกกำลังกายด้วย โชคดีที่บาทหลวงในโบสถ์ใกล้ๆ ร้าน
อนุญาตให้คริสเตียนไปวิ่งเล่นที่สนามหญ้าของโบสถ์
กีฬาที่มันชอบเล่นคือฟุตบอล
ที่เป็นกีฬายอดฮิตของคนอังกฤษนั่นเอง เรนดอลว่า คริสเตียนไม่มีกลิ่นสาบของสัตว์ป่าเลย

พวกเขาชอบพาคริสเตียนไปเที่ยวทะเล
ซึ่งตอนแรกมันก็ไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเล
แต่เมื่อไปหลายๆ ครั้ง มันก็ลงทะเลเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

แอนโธนี่เล่าว่า คริสเตียนเป็นสิงโตที่มีอารมณ์ขัน ขี้เล่น
เพราะมันมักจะชอบแกล้งคนที่มาแอบดูมันตามหน้าต่างของร้าน
คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามันเป็นตุ๊กตาสิงโต
เมื่อมันรู้ว่ามีคนมาจ้องดูมันทางหน้าต่าง
มันจะแกล้งนั่งนิ่งๆ เหมือนตุ๊กตา
แล้วจะค่อยๆ หันไปที่หน้าต่าง มันทำสีหน้าพอใจที่เห็นคนทำท่าตกใจ

คริสเตียนกลายเป็นดาราดังของย่านถนนคิงส์อย่างรวดเร็ว
คนแห่มาดูมันทุกวัน มันเองก็สนุกกับการเล่นลูกฟุตบอล
วิ่งไปวิ่งมา ทำตัวเหมือนลูกแมวตัวเล็กๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คริสเตียนตัวโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
เริ่มกลายเป็นสิงโตจริงๆ แล้ว ทั้งเรนดอลและแอนโธนี่ต่างรู้ดีว่า
เวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลงทุกที
สิ่งที่พวกเขากังวลไม่ใช่ว่า คริสเตียนจะไปทำร้ายใคร
แต่เพราะขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมากกว่า

ช่วงนั้นเองที่ บิลล์ เทรเวอร์ และ เวอร์จิเนีย แม็คเคนยา
ดาราดังสองคนของภาพยนตร์เรื่อง Born Free
ที่เกี่ยวกับการปลดปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ
ได้มาที่ร้านเพื่อซื้อโต๊ะไม้
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของจอร์จและจอย อดัมสัน
ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ในเคนยา
ดาราทั้งสองแนะให้เรนดอลติดต่อกับอดัมสัน
เพื่อนำคริสเตียน
ซึ่งเกิดและโตในลอนดอน
ปล่อยกลับสู่ถิ่นเดิมในแอฟริกา เมื่อติดต่อไป จอร์จกล่าวว่า เขายินดีที่จะช่วยและรู้สึกตื่นเต้นมาก
เพราะไม่เคยเจอสิงโตที่เกิดและโตในเมืองเลย

ตอนออกจากลอนดอน มีคนมาส่งคริสเตียนมากมาย
มันดูเหมือนจะรู้แต่เพียงว่า
กำลังจะได้ไปเที่ยวพร้อมกับเรนดอลและแอนโธนี่ เมื่อถึงเคนยา
มันถูกนำไปพักที่สถาบันสัตว์ป่าของจอร์จก่อน
ในการปล่อยคริสเตียน จอร์จใช้สิงโตอีกตัวที่เลี้ยงจนเชื่องเป็นตัวนำไป

ระหว่างทางเรนดอลบอกกับจอร์จว่า “คริสเตียนอยากเข้าห้องน้ำ”
แต่จอร์จบอกกับเรนดอลว่า ถ้าปล่อยมันออกจากกรง
มันจะหนีไปอย่างแน่นอน เรนดอลรับประกันว่า มันจะกลับมา
เมื่อคริสเตียน “เข้าห้องน้ำ” กลางป่าเรียบร้อย
มันเดินกลับเข้ากรงอย่างว่าง่ายเมื่อเรนดอลสั่ง

เมื่อเวลาจากกันมาถึง มนุษย์ทั้งสองก็โบกมือลาคริสเตียน
ตอนแรกมันก็ลังเล เดินกลับไปกลับมาหาคนทั้งสอง
แต่ในที่สุดก็เดินจากไป

หลังจากนั้น 1 ปี เรนดอลและแอนโธนี่คิดถึงคริสเตียนมาก
จึงตัดสินใจเดินทางไปเคนยา จอร์จบอกกับพวกเขาว่า
โอกาสน้อยมากที่จะได้พบคริสเตียน แต่ทั้งสองก็ยืนยันที่จะลอง

และแล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองคนไปยืนรอในที่ที่พวกเขาปล่อยคริสเตียนไป
ไม่นานคริสเตียนก็ปรากฏตัวขึ้น
ตอนแรกมันหยุดมองมาที่ทั้งสอง และค่อยๆ เดินเข้ามา เมื่อมาใกล้มันเริ่มวิ่งและโถมตัวเข้าหาทั้งสองคน
มันทักทายสหายเก่าเหมือนตอนที่มันอยู่กับพวกเขา
มันคลอเคลียเขาเหมือนเป็นแมวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
คริสเตียนยังพาครอบครัว
ซึ่งประกอบด้วยเมียและลูกสองตัวมาพบพวกเขาด้วย

การพบกันครั้งนั้น ถูกบันทึกเป็นวีดิโอ
เมื่อเรนดอลและแอนโธนี่กลับมาที่อังกฤษก็ได้เผยแพร่วีดิโอชิ้นนี้
ไม่นานมันกลายเป็นวีดิโอยอดฮิตติดตลาด
หลายต่อหลายคนร้องไห้เมื่อได้ดู ผู้คนส่งวีดิโอต่อๆ กัน และอินเทอร์เน็ตทำให้วีดิโอนี้ถูกนำมาเผยแพร่
โดยเฉพาะใน YouTube คนดูกว่าล้านคนเข้ามารับทราบเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้
ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ทั้งสามก็ได้พบกันอีก จอร์จบอกว่า
คริสเตียนหายไป แต่คืนก่อนที่ทั้งสองจะถึงเคนยา
คริสเตียนก็กลับมาและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเจอกัน

เรนดอลให้สัมภาษณ์ว่า เขาหวังว่าความโด่งดังของคริสเตียนและวีดิโอชุดนี้
จะทำให้คนกลับมาสนใจการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น

เรื่องราวของคริสเตียนเริ่มขึ้นในปี 2512 ที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เมื่อจอห์น เรนดอล และ แอนโธนี่ เบิร์ก
นักแสวงโชคหนุ่มจากออสเตรเลีย
ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าแฮร็อตอันเลื่องชื่อ
ห้างนี้โฆษณาตัวเองว่า “ไม่มีอะไรที่แฮร็อตไม่มี”
ห้างนี้ขายทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงสัตว์ป่านานาชนิด
โดยจัดเป็นโซนพิเศษ ที่ทำได้เพราะในขณะนั้นไม่มีกฎหมายห้าม

เรนดอลเล่าว่า “ผมและแอนโธนี่ไปที่ห้างแฮร็อต
เพื่อให้เห็นกับตาว่าห้างนี้มีของทุกอย่าง
ก่อนหน้านี้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งไปที่ห้างและแจ้งผู้จัดการโซนสัตว์ป่าว่า อยากได้อูฐ ผู้จัดการถามแต่เพียงว่า
จะเอาแบบโหนกเดียวหรือ 2 โหนก”
และที่แผนกนั้น ทั้งสองได้เห็นลูกสิงโต 2 ตัวหน้าตาเศร้าสร้อย
ถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ทั้ง 2 คนสงสารลูกสิงโตมากที่ต้องถูกขังอย่างนั้น พวกเขาใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ซื้อลูกสิงโตตัวหนึ่ง
พวกเขาตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ว่า “คริสเตียน”

เรนดอลและแอนโธนี่ทำงานในร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้เล็กๆ
บนถนนคิงส์ที่มีห้องใต้ถุนกว้างขวาง
ตอนแรกเจ้าของร้านจะไม่ยอมให้เลี้ยงคริสเตียนที่ห้องใต้ถุน
แต่เมื่อแอนโธนี่หว่านล้อมว่า
คริสเตียนจะสามารถเรียกลูกค้าให้เข้าร้านได้ เจ้าของก็เปลี่ยนใจ

คริสเตียนเลี้ยงง่ายแต่ซนมาก ชายหนุ่มทั้งสองรวมถึงแฟนสาว (ในขณะนั้น)
ต้องมาช่วยกันเลี้ยง คริสเตียนไม่เคยถูกตี
เรนดอลและแอนโธนี่จะใช้น้ำเสียงที่ดุและเย็นชา
เมื่อต้องการดุคริสเตียนแทน

นอกจากนี้คริสเตียนซึ่งกำลังโตขึ้นก็กินจุมาก มันกินวันละ 4 มื้อ
ไม่นับอาหารเสริม คิดแล้วค่าอาหารของมัน
ประมาณอาทิตย์ละ 2400 บาทซึ่งนับว่าแพงมากในสมัยนั้น

คริสเตียนต้องออกกำลังกายด้วย โชคดีที่บาทหลวงในโบสถ์ใกล้ๆ ร้าน
อนุญาตให้คริสเตียนไปวิ่งเล่นที่สนามหญ้าของโบสถ์
กีฬาที่มันชอบเล่นคือฟุตบอล
ที่เป็นกีฬายอดฮิตของคนอังกฤษนั่นเอง เรนดอลว่า คริสเตียนไม่มีกลิ่นสาบของสัตว์ป่าเลย

พวกเขาชอบพาคริสเตียนไปเที่ยวทะเล
ซึ่งตอนแรกมันก็ไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเล
แต่เมื่อไปหลายๆ ครั้ง มันก็ลงทะเลเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

แอนโธนี่เล่าว่า คริสเตียนเป็นสิงโตที่มีอารมณ์ขัน ขี้เล่น
เพราะมันมักจะชอบแกล้งคนที่มาแอบดูมันตามหน้าต่างของร้าน
คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามันเป็นตุ๊กตาสิงโต
เมื่อมันรู้ว่ามีคนมาจ้องดูมันทางหน้าต่าง
มันจะแกล้งนั่งนิ่งๆ เหมือนตุ๊กตา
แล้วจะค่อยๆ หันไปที่หน้าต่าง มันทำสีหน้าพอใจที่เห็นคนทำท่าตกใจ

คริสเตียนกลายเป็นดาราดังของย่านถนนคิงส์อย่างรวดเร็ว
คนแห่มาดูมันทุกวัน มันเองก็สนุกกับการเล่นลูกฟุตบอล
วิ่งไปวิ่งมา ทำตัวเหมือนลูกแมวตัวเล็กๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คริสเตียนตัวโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
เริ่มกลายเป็นสิงโตจริงๆ แล้ว ทั้งเรนดอลและแอนโธนี่ต่างรู้ดีว่า
เวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลงทุกที
สิ่งที่พวกเขากังวลไม่ใช่ว่า คริสเตียนจะไปทำร้ายใคร
แต่เพราะขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมากกว่า

ช่วงนั้นเองที่ บิลล์ เทรเวอร์ และ เวอร์จิเนีย แม็คเคนยา
ดาราดังสองคนของภาพยนตร์เรื่อง Born Free
ที่เกี่ยวกับการปลดปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ
ได้มาที่ร้านเพื่อซื้อโต๊ะไม้
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของจอร์จและจอย อดัมสัน
ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ในเคนยา
ดาราทั้งสองแนะให้เรนดอลติดต่อกับอดัมสัน
เพื่อนำคริสเตียน
ซึ่งเกิดและโตในลอนดอน
ปล่อยกลับสู่ถิ่นเดิมในแอฟริกา เมื่อติดต่อไป จอร์จกล่าวว่า เขายินดีที่จะช่วยและรู้สึกตื่นเต้นมาก
เพราะไม่เคยเจอสิงโตที่เกิดและโตในเมืองเลย

ตอนออกจากลอนดอน มีคนมาส่งคริสเตียนมากมาย
มันดูเหมือนจะรู้แต่เพียงว่า
กำลังจะได้ไปเที่ยวพร้อมกับเรนดอลและแอนโธนี่ เมื่อถึงเคนยา
มันถูกนำไปพักที่สถาบันสัตว์ป่าของจอร์จก่อน
ในการปล่อยคริสเตียน จอร์จใช้สิงโตอีกตัวที่เลี้ยงจนเชื่องเป็นตัวนำไป

ระหว่างทางเรนดอลบอกกับจอร์จว่า “คริสเตียนอยากเข้าห้องน้ำ”
แต่จอร์จบอกกับเรนดอลว่า ถ้าปล่อยมันออกจากกรง
มันจะหนีไปอย่างแน่นอน เรนดอลรับประกันว่า มันจะกลับมา
เมื่อคริสเตียน “เข้าห้องน้ำ” กลางป่าเรียบร้อย
มันเดินกลับเข้ากรงอย่างว่าง่ายเมื่อเรนดอลสั่ง

เมื่อเวลาจากกันมาถึง มนุษย์ทั้งสองก็โบกมือลาคริสเตียน
ตอนแรกมันก็ลังเล เดินกลับไปกลับมาหาคนทั้งสอง
แต่ในที่สุดก็เดินจากไป

หลังจากนั้น 1 ปี เรนดอลและแอนโธนี่คิดถึงคริสเตียนมาก
จึงตัดสินใจเดินทางไปเคนยา จอร์จบอกกับพวกเขาว่า
โอกาสน้อยมากที่จะได้พบคริสเตียน แต่ทั้งสองก็ยืนยันที่จะลอง

และแล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองคนไปยืนรอในที่ที่พวกเขาปล่อยคริสเตียนไป
ไม่นานคริสเตียนก็ปรากฏตัวขึ้น
ตอนแรกมันหยุดมองมาที่ทั้งสอง และค่อยๆ เดินเข้ามา เมื่อมาใกล้มันเริ่มวิ่งและโถมตัวเข้าหาทั้งสองคน
มันทักทายสหายเก่าเหมือนตอนที่มันอยู่กับพวกเขา
มันคลอเคลียเขาเหมือนเป็นแมวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
คริสเตียนยังพาครอบครัว
ซึ่งประกอบด้วยเมียและลูกสองตัวมาพบพวกเขาด้วย

การพบกันครั้งนั้น ถูกบันทึกเป็นวีดิโอ
เมื่อเรนดอลและแอนโธนี่กลับมาที่อังกฤษก็ได้เผยแพร่วีดิโอชิ้นนี้
ไม่นานมันกลายเป็นวีดิโอยอดฮิตติดตลาด
หลายต่อหลายคนร้องไห้เมื่อได้ดู ผู้คนส่งวีดิโอต่อๆ กัน และอินเทอร์เน็ตทำให้วีดิโอนี้ถูกนำมาเผยแพร่
โดยเฉพาะใน YouTube คนดูกว่าล้านคนเข้ามารับทราบเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้
ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ทั้งสามก็ได้พบกันอีก จอร์จบอกว่า
คริสเตียนหายไป แต่คืนก่อนที่ทั้งสองจะถึงเคนยา
คริสเตียนก็กลับมาและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเจอกัน

เรนดอลให้สัมภาษณ์ว่า เขาหวังว่าความโด่งดังของคริสเตียนและวีดิโอชุดนี้
จะทำให้คนกลับมาสนใจการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น