Archive for the ‘seo’ Category

ชื่อมูลนิธิ (อังกฤษ): Baan Unrak
ประเภท: มูลนิธิ
ที่ตั้ง: บ้านอุ่นรัก 99/1 หมู่ 1, ต.หนองลู อ.สังขละบุรี, จ.กาญจนบุรี ประเทศไทย 71240
โทรศัพท์: (034) 595428, 089 – 09-9362426
อีเมล: baanunrak@gmail.com
เว็บไซต์: http://www.geocities.com/baanunrak/thai/main.html#aboutus
ทำบุญวันเกิด, บ้านอุ่นรัก
แนะนำมูลนิธิ:

บ้านอุ่นรัก คือบ้านพักเด็กและชุมชนพัฒนายั่งยืนโครงการหนึ่งในเขตอำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรีของประเทศไทย
“บ้านแห่งความรื่นเริง” เปิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2534 ด้วยความมุ่งมั่นพยายามป้องกันการเพิ่มจำนวนของเด็กกำพร้าและเด็กที่อยู่ใน ภาวะเสี่ยงต่อความอยู่รอดในพื้นที่ โครงการนี้ได้เริ่มรับเด็กครั้งแรก 2 คน และขยายมาเป็น 45 คน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2541 ต่อมาเดือน มีนาคม พ.ศ.2546 มีเด็กจำนวน 70 คน อายุระหว่างแรกเกิดถึง 19 ปี
ปัจจุบัน ปี พ.ศ.2550 มีเด็กมากกว่า 118 คน อายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 25 ปี
วัตถุประสงค์:

ช่วยเหลือเด็กกำพร้า พัฒนาเด็ก ส่งเสริมอาชีพให้สตรีในท้องถิ่น
กิจกรรมมูลนิธิ:

ศูนย์ทออุ่นรัก และการเย็บปักถักทอ

ใน พ.ศ.2538 บ้านอุ่นรักได้เปิดศูนย์เย็บปักถักทอเพื่อส่งเสริมสตรีในท้องถิ่นให้มีราย ได้เพิ่มเพื่อการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อแรกเริ่มโครงการเพียงแต่ต้องการสอนเด็ก ๆ ในบ้านเกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้านของการถักทอจากชุมชนภูเขา ภายหลังที่เห็นผลงานอันสวยงามและมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยฝีมือประณีตเรียบ ร้อย เพื่อนบ้านก็ขอเข้าร่วมโครงการด้วย โครงการพัฒนาขึ้นด้วยการจ้างสตรีที่มีฝีมือในการทอ จนทำให้เขาเหล่านั้นมีงานประจำ ปัจจุบันสตรี12 คน ทำงานและประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากผ้าทอ เช่น ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ผ้าห่ม และเสื้อผ้า

ศูนย์ทออุ่นรักปัจจุบันสามารถผลิตผลได้พอเพียงคุ้มทุน ด้วยหวังต่อว่าต่อไปจะก้าวหน้าเป็นการสร้างรายได้สนับสนุนบ้านทั้งหลังได้

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเด็กด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การละเล่นบำบัด วจีบำบัด การรู้จักผ่อนคลายจากความเคลียด การเล่านิทานแฝงคุณธรรม สังคมศึกษา ค่ายพักแรม และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน กิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริมพลานามัย ความสมดุยทางจิตใจและอารมณ์รวมทั้งการมีจิตสำนึกต่อสังคม และต่อผู้ที่น่าจะให้ความช่วยเหลือ

กิจกรรมด้านการศึกษา

มีการส่งเสริมด้านการศึกษาโดยการจัดตั้งเป็นโรงเรียน ชื่อโรงเรียนบ้านอุ่นรัก ทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ประถม 6 และนอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เด็กที่มีใจใฝ่เรียนรู้ได้ศึกษาต่อในระดับอุดม ศึกษาอีกด้วย

ร่วมทำบุญวันเกิดให้กับบ้านอุ่นรัก

RAGING PHOENIX ดื้อ สวย ดุ

Posted วันอังคาร, กรกฎาคม 28th, 2009

Jija with her new movie ดื้อสวยดุ or Raging Phoenix

เข้าโรงในเมืองไทยวันที่ 12 สิงหา
หนังน่าดูเหมือนกัน แต่แบบว่างานนี้มีสลิงแฮะ แม้ว่าการเคลื่อนไหวต่าง ๆ น่าดูขึ้น
แต่ลดความขลังลงไปเยอะเลย

ที่น่าสนใจก็ bboy fighting นี่แหล่ะ เจ๋งดี

ใครก็อยากมีรายได้พิเศษ แล้วคุณจะทำอะไรดีล่ะ
งาน part time รึ อะไรล่ะ
mlm – -’
ขายประกัน T_T

ธุรกิจออนไลน์
สร้างร้านค้าออนไลน์ (เหนื่อยอีก)
ทำ adsense T_T
aff, amazon (ได้ง่าย ๆ ก็ดีน่ะซิ)

เหนื่อยจริง ๆ ยังไงก็จำไว้อย่างว่า เราทำพวกนี้เพราะอยากได้เงินเพิ่ม อยากเสียเงินเพิ่มกับพวกนี้แล้วกันครับ

CNX Wood โปรเจคยักษ์

Posted วันพุธ, กรกฎาคม 22nd, 2009

‘ครีเอทีฟ คิงดอม’ ประกาศแผน 7 ปี สร้างสตูดิโอขนาดยักษ์ ที่อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ งบลงทุนเฟสแรกกว่า 600 ล้าน คาดเสร็จเรียบร้อยภายใน 18 เดือน พร้อมผลักดันเชียงใหม่เป็น “เชียงใหม่วู้ด” แข่ง “Bollywood” อินเดีย 19 มิ.ย.นี้ เตรียมจัดงานใหญ่ ดึงคนดังฮอลลีวูด และคนในอุตสาหกรรมหนังทั่วโลก เข้าร่วมงานเปิดตัวโปรเจ็กต์ “สตูดิโอ ซิตี้”

cnx wood, chiangmai wood

นายเอลดูอาร์โด เอ โรเบิ้ลส์ ประธานกรรมการบริหาร และนายธนุ บุณยวัฒน ประธาน บริษัท ครีเอทีฟ คิงดอม แอนิเมชั่น สตูดิโอฟิล์ม จำกัด (CXA) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ลงทุนก่อสร้างสตูดิโอขนาดใหญ่ ชื่อ สตูดิโอซิตี ที่อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จำนวน 3 สตูดิโอ มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท บนเนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ โดยทำเป็นสตูดิโออินดอร์ 2 สตูดิโอ และเอาต์ดอร์ 1 สตูดิโอ เพื่อรับงานจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเวลา 18 เดือนนับจากนี้ พร้อมกันนี้ ยังลงทุนสร้างวีไอพี เทอร์มินัล ซึ่งกำลังเจรจาขออนุญาตกับรัฐบาล เพื่อก่อสร้างเทอร์มินัลดังกล่าวติดกับคาร์โก สนามบินเชียงใหม่ และเครื่องบินส่วนตัวอีกหนึ่งลำ เพื่ออำนวยความสะดวกกับบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์จากต่างประเทศ ที่จะบินเข้ามาถ่ายทำในสตูดิโอของบริษัท มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท

cnx wood, chiangmai wood

การ สร้างสตูดิโอขนาดใหญ่ และวีไอพี เทอร์มินัล รวมทั้งการสั่งซื้อเครื่องบิน บริษัทมีเป้าหมายในการผลักดันให้เชียงใหม่ เป็นมูวีทาวน์หรือเมืองใหม่ เทียบเท่ากับ Bollywood ของประเทศอินเดีย ซึ่งทำขึ้นเลียนแบบฮอลลีวูด ที่สหรัฐอเมริกา โดยจะใช้ชื่อ “Chiangmai Wood” หรือ “CNX WOOD” ซึ่งเป็นชื่อย่อของเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แข่งกับ ฮ่องกง อินเดีย และจีน

cnx wood, chiangmai wood

“เรา ต้องสร้างแบรนด์ เชียงใหม่วู้ดขึ้นมาก่อน สร้างแบรนด์ๆ นี้ให้เกิด หลังจากนั้น จะพยายามผลักดันให้เชียงใหม่เป็นเมืองหนัง เป็นถนนของอุตสาหกรรมหนัง เหมือนถนนซันเซ็ต บูเลอวาร์ด ที่ฮอลลีวูด ในลอสแองเจลีส” ผู้บริหารซีเอ็กซ์เอกล่าวและว่า สาเหตุที่เลือกเชียงใหม่ แทนที่จะเป็นกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต เพราะเชียงใหม่มีอากาศดี คนมีความสามารถ ต้นทุนต่ำ มีสาธารณูปโภค และความพร้อมอื่นๆ เช่น โรงแรม สนามบิน รองรับแขกวีไอพีได้ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกใช้เป็นสร้างหนังฮอลลีวูดมาแล้วหลายๆ เรื่อง อาทิ แบงค็อกแดนเจอร์ลัส เดอะบีท และอนาคตสามารถพัฒนาเป็นแหล่งที่ผลิตหนังคุณภาพ อย่าง สลัม

ด๊อก มิเลี่ยนแนร์ ภาพยนตร์อินเดีย ที่เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนี้ได้เช่นกัน

cnx wood, chiangmai wood

การ สร้างเชียงใหม่ให้เป็นเมืองหนัง ไม่เพียงแต่การลงทุนสร้างสตูดิโอขนาดใหญ่ของบริษัท แต่ยังต้องมีความร่วมมือจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น แสง เสียง ฟิล์ม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ซัพพอร์ตให้กับอุตสาหกรรมหนังในด้านต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทมีความสัมพันธ์และเป็นพันธมิตรกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม หนัง อาทิ ลิฟวิ่ง ฟิล์ม ในสหรัฐอเมริกา บริษัท แฮร์ ในฮอลลีวูด บริษัท สตาร์ไลฟ์ทฯ ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับแสง เป็นต้น

ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ บริษัทได้เตรียมงานเปิดตัวโครงการสตูดิโอซิตี้ ที่โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ภายในงาน จะเชิญคนในอุตสาหกรรมหนังจากต่างประเทศ ทั้งฮอลลีวูด เยอรมนี ดูไบ อินเดีย จีน แคนาดา กัมพูชา มัลดีฟส์ เกาหลีใต้ และอื่นๆ รวมกว่า 200 คนเข้าร่วมงาน สำหรับโครงการผลักดันในเชียงใหม่เป็นเมืองหนังนั้น ซีเอ็กซ์เอมีแผนต่อเนื่องภายใน 7 ปี ในการผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง โดยตั้งเป้าการใช้งบลงทุนครั้งละประมาณ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 1,200 ล้านบาท

ผู้บริหารซีเอ็กซ์เอ กล่าวว่า บริษัทเริ่มดำเนินการในธุรกิจฟิล์มในประเทศไทยมาประมาณ 5 ปี ด้วยงบลงทุนมากกว่า 80 ล้านบาท มีสตูดิโอ โพสต์โปรดักชั่น แอนิเมชัน กราฟิกดีไซน์ ฟิล์ม และยังมีรายการการ์ตูน ชื่อ ตูนบูน ทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ ทีวี นำเสนอการ์ตูนแอนิเมชัน 3 เรื่องที่บริษัทผลิตขึ้นเอง ได้แก่ Bubble, Trio Bunnies และ Magic Panda & The Cool Kidz นอกจากนี้ ยังผลิตแอนิเมชันซีรีส์ให้กับโครงการถนนสีขาวของ โตโยต้า พร้อมทั้งผลิตสื่อฟรีแม็กกาซีน คลิ๊ก และตูน บูน แมกกาซีน แจกในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ผลงานของบริษัท และยังมีผลงานด้านแอนิเมชันอีกหลายชิ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นงานที่นำเสนอในต่างประเทศ เช่น การร่วมงานกับไมเคิล แจ็คสัน ครบรอบ 25 ปี

นอกจากนี้ ยังมี ฟิล์มสตูดิโอ และซาวด์ สตูดิโอ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การเปิดค่ายเพลงในบริษัท เช่นเดียวกับที่เปิดมาแล้วในต่างประเทศ รวมทั้งบริษัท ยังได้จับมือกับบริษัท ยูโทเปีย ในสวีเดน พัฒนางานเกมออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในอีก 1 ปีข้างหน้า และหลังจากสตูดิโอ ซิตี้ เสร็จเรียบร้อย บริษัทจะย้ายส่วนของโพสต์โปรดักชั่น ไปรวมอยู่สตูดิโอแห่งใหม่

สำหรับบริษัท ซีเอ็กซ์เอฯ ก่อตั้งขึ้นโดยนายเอลดูอาร์โด เอ โรเบิ้ลส์ ประธานกรรมการบริหาร และนายธนุ บุณยวัฒน ประธานบริษัท จากงานด้านสถาปัตยกรรม รับออกแบบและดีไซน์ โครงการต่างๆ ในนามบริษัท ครีเอทีฟ คิงดอม อิงค์ เมื่อปี 2540 เช่น โครงการโรงแรม และรีสอร์ท ในดูไบ งานสวนสนุก งานสตูดิโอ ของเอ็มจีเอ ที่มาเก๊า และเริ่มเปิดบริษัท ครีเอทีฟ คิงดอม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เมื่อปี 2545 รับงานออกแบบด้านบันเทิง และเปิดครีเอทีฟ คิงดอม แอนิเมชันสตูดิโอ ในเชียงใหม่ เมื่อปี 2547

ปัจจุบัน มีสาขาอยู่ทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ โจฮันเนสเบิร์ก เซาต์แอฟริกา, มะนิลา ฟิลิปปินส์, ดูไบ, เชียงใหม่, ปักกิ่ง และกำลังมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ที่ประเทศอินเดีย

เศร้าเกินคำบรรยาย กับความใฝ่ฝันครั้งหนึ่งในชีวิต

พระราชอารมณ์ขันในหลวง

Posted วันพุธ, มิถุนายน 24th, 2009
Posted in seo | No Comments »

พวกเดียวกัน

ในการเสด็จออกเยี่ยมราษฎรอำเภอ ไกลๆ ที่กันดารนั้น บางครั้งกำนันก็อยากกราบบังคมทูลด้วยราชาศัพท์ แต่อันที่จริงนั้นไม่ต้องก็ได้ มิได้ทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรงถือว่าความจงรักภักดีและความเคารพในหัวใจนั้นสำคัญยิ่งกว่าราชา ศัพท์ แต่ถึงกระนั้นกำนันบางคนก็ยังอยากจะกราบบังคมทูลให้ถูกต้องตามแบบแผน อุตสาห์ไปซ้อมเสียหลายวัน ท่องมาจนจำขึ้นใจ แต่พอเสด็จฯ มาถึงเข้าจริงๆ ท่านกำนันก็รายงานตัวออกไปว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า…”

“เราพวกเดียวกันนะ…” รับสั่งด้วยความเมตาอย่างพ่อพูดกับลูก

ท่านกำนันเห็นว่าทรงพระกรุณาเช่นนั้น ก็เปลี่ยนใจมากราบบังคมทูลด้วยภาษาธรรมดา
ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

ผู้หญิงตกเป็นของใคร

บางครั้ง ในหลวงของเราก็ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เช่น ชาวเขาคนหนึ่งได้มากราบบังคมทูลร้องทุกข์ว่า เขาได้ให้หมูสองตัวกับเงินก้อนหนึ่งแก่เมีย แต่เมียพอได้เงินแล้วกลับหนีตามชู้ไป พระองค์ก็ทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และให้ปล่อยภรรยาไปตามใจของเธอ ญาติของทั้งสองฝ่ายก็พอใจ

รับสั่งเล่าด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า

“แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป… ผู้หญิงนั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน” รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล

สักครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย “ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่รู้…”

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

แจกปริญญาหลับใน

…ประมาณสองปีมาแล้ว ตอนเช้าได้ทำฟัน คือว่าหมอฟันมาเจาะฟัน เจาะจนเกือบจะทะลุคางไป (เสียงฮา) … เพราะว่าทะลุฟันซี่นั้นถึงราก ถอนเอาประสาทออก แล้วหมอฟันทั้งหลายก็สนุกสนานไป (เสียงฮา) กินเวลาประมาณสองชั่วโมง เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รับประทานไม่ไหวปากมันชาไปหมดที่เขาฉีดไว้ ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาแจกปริญญาที่นี่…

นับจำนวนผู้ที่มารับปริญญาแล้วก็ดู นาฬิกา จะได้รู้เวลา นับไปนับมา แจกไปแจกมา ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ เขาเดินเข้ามาหา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา เขาร้องออกมาว่า “ทรงพระเจริญ” (เสียงฮา) … แต่บังเอิญตอนนั้นการแจกปริญญาก็ส่วนแจกปริญญา ส่วนปวดฟันก็ส่วนปวดฟัน (เสียงฮา) ส่วนหลับในก็ส่วนหลับใน (เสียงฮา) มีเสียงเขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ” ต้องโสตประสาทตกใจตื่นทั้งตัว

แต่ ว่าหลังตกใจตื่นขึ้นมาอาการปวดฟันหายไปจริงๆ นี่พูดตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าที่จะแจกปริญญาต่อไป ทำด้วยความรู้ตัวด้วย แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าเรามีกำลังใจ ที่เขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ”…

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

เพื่อนเยอะ
การเสด็จประพาสอเมริกาครั้งนั้น ควรจะได้เล่าถึง “บ๊อบ โฮ้พ” ไว้ด้วย เพราะทรงคุ้นเคยกับดาราผู้นี้ตั้งแต่ครั้งบ๊อบ โฮ้พ มาแวะกรุงเทพฯ เพื่อจะไปเปิดการแสดงกล่อมขวัญทหารอเมริกันในเวียดนาม ระหว่างแวะพักที่กรุงเทพฯ บ๊อบ โฮ้พ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ที่วังสวนจิตรฯ โดยโปรดเก้าพระราชทานเลี้ยงดินเนอร์ด้วย
บ๊อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ขอพาเพื่อนไปด้วย”
“ได้เลย… ไม่ขัดข้อง” รับสั่งตอบ “พาเพื่อนของคุณมาได้เลย”
“ต้องขอขอบพระราชหฤทัยแทนเพื่อนหกสิบสามคนของข้าพระพุทธเจ้าด้วย”
คืนนั้น บ๊อบ โฮ้พ ได้นำวงดนตรีของเขา เข้าไปเล่นถวายอยู่จนดึก จึงกราบกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ที่บ้านของเขา รับสั่งว่า “ยินดี… ฉันพาเพื่อนหกสิบสามคนของฉันไปด้วยนะ”
บ๊อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลเสียงอ่อยๆ ว่า “ติดด้วยเกล้า ว่าตกลงพ่ะย่ะค่ะ”

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

ทรงพระนามว่าเกาะช้าง

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถาม ข้ราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า “เกาะนั้นชื่ออะไร” ข้าราชการทูลตอบว่า “เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะย่ะคะ” ตรัสว่า “ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ” (ถ้างงก็กลับไปอ่านอีกรอบ)

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

ส่งเสี่ยกลับวัง

เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปร พระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งโดยลำพังพระองค์ มีครั้งหนึ่งระหว่างจะ เสด็จกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า “ไปไหมเสี่ย” ปรากฎว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัยก็ตรัสจ้างไปยัง พระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้ นึกว่าเป็น ข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวัง ทหารสั่ง วันทยาวุธ เท่านั้นแหละ ซาเล็งถึงรู้ว่า เสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร

อากาศ ร้อนๆ อย่างนี้ ไอศกรีมกลายเป็นอาหารยอดนิยมอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่า หากเลือกไอศกรีมตามหลักวิชาการแล้วล่ะก็ นอกจากอร่อยคลายร้อนแล้วยังได้สุขภาพด้วย หนังสือ Eat Right For Your Type ของ ดร.เจ.ดี อดาโม คือหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของตำราการรับประทานอาหารให้ตรงกับกรุ๊ปเลือด โดยให้ความรู้ว่า หากเรารู้จักตนเองและเลือกรับประทานอาหารให้สอดคล้องกับกรุ๊ปเลือดของตนเอง แล้วนั้น นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังส่งผลให้รูปร่างดีและอายุยืนอีกด้วย

กรุ๊ป เลือดเอ – สำหรับคนที่มีเลือดกรุ๊ป เอ จะมีเลือดค่อนข้างเหนียวข้น และกระเพาะอาหารของคนกลุ่มนี้จะมีกรดต่ำว่าเลือดกรุ๊ปอื่นๆ ดังนั้น ไอศกรีมโดยทั่วไปที่ทำมาจากนมวัวนั้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนกลุ่มนี้ เพราะไขมันในนมวัวจะไปช่วยเพิ่มความเข้มข้นของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนช้า ส่งผลให้หัวใจจะทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้น หากจะเลือกรับประทานไอศกรีมให้เหมาะที่สุดคือ ไอศกรีมที่ทำมาจากนมถั่วเหลือง

รสชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอมากที่สุด ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ เช่น สตรอเบอรี่ ราสพ์เบอรี่ บลูเบอรี่ เรดเบอรี่ ช็อกโกแลต ลูกพลัม ลูกพรุน มะเดื่อ กระท้อน สับปะรด เป็นต้น แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมรสมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม แคนตาลูป มะพร้าว วนิลา เพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะ และเป็นตัวการขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

กรุ๊ป เลือดบี – เลือดกรุ๊ปนี้โชคดีกว่าใคร เพราะเป็นกลุ่มเลือดที่มีความสมดุล ไม่ข้นหรือเหลวจนเกินไป นมจึงไม่มีผลต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ปนี้ รส ชาติไอศก รีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปบีมากที่สุด ได้แก่ ส้ม กล้วย แคนเบอรี่ องุ่น ทุเรียน สับปะรด กระท้อน ช็อกโกแลต วนิลา สตรอเบอรี่ ชาเขียว และเป๊ปเปอร์มินต์ เพราะมีไฟเบอร์และเอนไซม์สูง ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมรสมะพร้าว มะเฟือง ทับทิม ข้าวโพด และกะทิ เพราะเป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ง่ายกว่าอาหารอย่างอื่น

กรุ๊ป เลือดโอ – คนเลือดกรุ๊ปโอส่วนใหญ่จะมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบดูดซึมในร่างกาย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดคนเลือดกรุ๊ปนี้ถึงอ้วนง่ายกว่าคนปกติ จึงควรงดไอศกรีมที่ทำจากนมวัวทุกประเภทแล้วหันมารับประทานไอศกรีมที่ทำจากผล ไม้หรือนมถั่วเหลืองแทนจะดีที่สุด

รส ชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปโอมากที่สุดคือ ไอศกรีมที่ทำมาจากผลไม้สีแดงเข้มหรือสีม่วง ได้แก่ ลูกพรุน ลูกพลัม มะเดื่อ แบล็กเชอรี่ ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ เป๊ปเปอร์มินต์ สับปะรด แต่ที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาดคือ ไอศกรีมรสกาแฟ ส้ม วนิลา เกรปฟรุต สตรอเบอรี่ มะพร้าว แคนตาลูป เพราะหากทานเข้าไปจะไปเพิ่มปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร

กรุ๊ปเลือดเอบี – เลือดกรุ๊ปเอบีเป็นพวกลูกผสม ลักษณะอาหารการกินจึงคล้ายกับทั้งคนเลือดกรุ๊ปเอและบี แต่สามารถรับประทานนมได้ เพราะคนในกรุ๊ปนี้จะมีระบบการย่อยที่ซับซ้อนกว่า รส ชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอบีมากที่สุดคือ องุ่น กีวี เชอรี่ แคนเบอรี่มะเดื่อ สับปะรด ทุเรียน กระท้อน ชาเขียว ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ วนิลา แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมที่ทำจากผลไม้เมืองร้อนทั้งหลาย อาทิ มะม่วง มะพร้าว กล้วย ฝรั่ง เพราะจะย่อยยาก สำหรับรสส้มนั้นจะทำให้กระเพาะระคายเคือง แต่น่าแปลกใจที่ไอศกรีมรสมะนาวกลับช่วยย่อยและล้างระบบลำไส้ได้ดีเลยทีเดียว

ที่มา: ไทยโพสต์

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) เป็นเซลล์ตัวอ่อนของโลหิต โดยจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง (ทำหน้าที่นำอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย) เม็ดโลหิตขาว(ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค) และเกล็ดโลหิต (เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โลหิตแข็งตัว) ซึ่งนอกจากจะเจริญเติบโตเป็นเม็ดโลหิตหลายชนิดแล้ว สเต็มเซลล์ยังสามารถให้กำเนิดตัวเองได้ตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว ทำให้สเต็มเซลล์ไม่มีวันหมดไปจากร่างกาย เราจึงสามารถบริจาคสเต็มเซลล์ให้กับผู้ป่วยโดยที่สเต็มเซลล์ของผู้บริจาค สามารถสร้างขึ้นทดแทนได้อย่างรวดเร็ว

โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการปลูกถ่าย Stem Cell
โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (เป็นโรคที่พบได้มากในประเทศไทย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น)
โลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อ
มะเร็งเม็ดโลหิตขาวเฉียบพลัน / เรื้อรัง
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งกระดูก Myeloma
มะเร็งเต้านม
มะเร็งรังไข่
มะเร็งปอด

แสดงความจำนงบริจาค
stem cell
การแสดงความจำนงเป็นผู้บริจาค Stem cell
1. คุณสมบัติผู้ที่ลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
– อายุ 18-50 ปี
– มีสุขภาพแข็งแรง
– ไม่มีโรคประจำตัวหรือโรคติดต่อร้ายแรง และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง
2. ขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาค Stem Cell
2.1 สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิตอยู่แล้ว
– แจ้งความจำนงลงทะเบียนพร้อมกับการบริจาคโลหิตปกติ ตรวจวัดความดัน ความเข้มข้นโลหิต และรับหมายเลขถุงบรรจุโลหิตที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียน (ขั้นตอนหมายเลข 3)
อย่าลืม!!! ย้ำกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่าขอลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
– กรอกรายละเอียดเพื่อแสดงความยินยอมเป็นผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
2.2 สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต
– แจ้งความจำนงลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธก่อนที่จะไปห้องเก็บตัวอย่างโลหิต
3. การเก็บโลหิตตัวอย่าง
– ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะเก็บโลหิตตัวอย่างประมาณ 20 ml. (c.c.) เพื่อนำไปตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ (HLA หรือ Tissue typing) และเก็บเป็นฐานข้อมูล (database) ไว้ เมื่ออาสาสมัครฯ มีลักษณะเนื้อเยื่อ HLA เข้ากันได้กับผู้ป่วยแล้ว ทางศูนย์ฯ จะเชิญอาสาสมัครมาบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ในภายหลัง ซึ่งโอกาสที่ลักษณะเนื้อเยื่อของผู้ป่วยและอาสาสมัครฯ จะตรงกันมีเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น

วิธีบริจาค

วิธีการบริจาค Stem Cell
stem cell
1. การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทางหลอดโลหิตดำ (Peripheral Blood Stem Cell Donation)
วิธีการนี้ใช้เวลาทั้งหมด 6-7 วัน ซึ่งต้องมาต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจาก
ขั้นแรก ฉีดยา G-CSF 4 วัน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ออกจากไขกระดูก (Bone Marrow) มากระจายตัวในกระแสโลหิตให้มากพอ ที่ต้องฉีดยาชนิดนี้ก่อน เพราะว่า โดยปกติในกระแสโลหิตจะมีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) อยู่น้อยมาก จึงต้องมีการเตรียมตัวก่อนเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาค
ขั้นต่อไป จะเข้าสู่กระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งใช้เวลา 2-3 วัน และแต่ละวันใช้เวลา 3 ชั่วโมง โดยแทงเข็มที่หลอดโลหิตดำบริเวณข้อพับแขน (Vein) ให้โลหิตไหลเข้าสู่เครื่อง Automated Blood Cell Separator เพื่อแยกเก็บเฉพาะเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต กระบวนการนี้คล้ายกับวิธีการเก็บเกล็ดโลหิต (platelet) หรือน้ำเหลือง (Plasma) ซึ่งจะเก็บปริมาณเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ป่วย
2. การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทางไขกระดูก (Bone Marrow Donation)
เป็น กระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากโพรงไขกระดูก โดยใช้เข็มพิเศษเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง โดยผู้บริจาคจะได้รับการดมยาสลบ กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ร่างกายสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวด เร็ว ผู้บริจาคสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น และควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5 – 7 วัน

ผู้บริจาคจะได้บริจาควิธีการแบบใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทาง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริจาคด้วย

น้องออมทรัพย์ คลอดเมื่อวันที่ 26 ก.ย 49 ที่ร.พเอกชนแห่งหนึ่ง(ตามสิทธิสปส.)และถูกนำตัวส่งมารักษาต่อที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ทันทีในวันแรกคลอด เนื่องจากแพทย์พบอาการผิดปกติในเรื่องระบบการหายใจ ทางแพทย์รพ.จุฬาฯได้หาสาเหตุอาการป่วยของน้องฯอยู่ระยะหนึ่ง และท้ายสุดแพทย์ได้สรุปอาการที่น้องฯป่วย คือคล้ายการสั่งการของสมองเวลาที่น้องหลับจะมีการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนได ร์ออกไซ และออกซิเจนผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองและอาจทำให้หยุดการหายใจได้(น้องมีอาการเฉพาะเวลา ที่นอนหลับเท่านั้น เวลาที่ตื่นก็จะปกติทุกอย่าง) แพทย์บอกว่าอาการป่วยของน้องฯ พบน้อยมากในโลกนี้ ดังนั้นการรักษาก็คือเวลาที่น้องฯนอนหลับจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องช่วยสั่ง การแทนสมองในการหายใจ ซึ่งระยะเวลาที่น้องฯป่วยจนถึงปัจจุบันก็ 2 ปี 4 เดือน และน้องฯก็ไม่เคยได้กลับบ้านเลย (น้องจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในเวลานอนแพทย์ก็ไม่สามารถระบุเวลาได้ หรืออาจจะตลอดชีวิต) ขนาดนี้แพทย์แจ้งทางพ่อและแม่ว่าน้องฯสามารถกลับบ้านได้แต่จะต้องมีเครื่อง ช่วยหายใจกลับไปด้วย ซึ่งเครื่องช่วยหายใจชนิดดังกล่าวต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศและมีราคาค่อน ข้างแพงมาก(ราคา 500,000 บาท / เครื่อง) ทางแพทย์ก็พยายามช่วยเหลือแต่เนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันและจำนวนคนไข้ อื่นๆที่ต้องการการช่วยเหลือก็มีจำนวนมาก แม่ซึ่งมีความต้องการอยากจะเป็นกำลังสำคัญและมีส่วนช่วยเหลือลูกเพราะต้อง การให้น้องได้กลับมาอญู่กับครอบครัว จึง เขียนจ.มฉบับนี้ส่งมายังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือและอนุเคราะห์ในการบริจาคเงินช่วยเหลือในการซื้อ เครื่องช่วยหายใจดังกล่าว น้องออมทรัพย์นอนเป็นคนไข้ของทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ ณ. ตึก สก.15 G2 HN.86930 /49สอบถามข้อมูลหรืออาการป่วยเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่พยาบาล รพ.จุฬาฯ คือ 02-256-4915

ขอขอบพระคุณมา ณ. โอกาสนี้สำหรับทุกความเมตตาและกำลังใจ
จากความรักและความหวังของแม่
นางสาวนนทิญา อินต๊ะ
20 มกราคม 2552

น้องออมทรัพย์

น้องออมทรัพย์

น้องออมทรัพย์

สิงโตคริสเตียน

Posted วันอาทิตย์, พฤษภาคม 10th, 2009


เรื่องราวของคริสเตียนเริ่มขึ้นในปี 2512 ที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เมื่อจอห์น เรนดอล และ แอนโธนี่ เบิร์ก
นักแสวงโชคหนุ่มจากออสเตรเลีย
ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าแฮร็อตอันเลื่องชื่อ
ห้างนี้โฆษณาตัวเองว่า “ไม่มีอะไรที่แฮร็อตไม่มี”
ห้างนี้ขายทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงสัตว์ป่านานาชนิด
โดยจัดเป็นโซนพิเศษ ที่ทำได้เพราะในขณะนั้นไม่มีกฎหมายห้าม

เรนดอลเล่าว่า “ผมและแอนโธนี่ไปที่ห้างแฮร็อต
เพื่อให้เห็นกับตาว่าห้างนี้มีของทุกอย่าง
ก่อนหน้านี้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งไปที่ห้างและแจ้งผู้จัดการโซนสัตว์ป่าว่า อยากได้อูฐ ผู้จัดการถามแต่เพียงว่า
จะเอาแบบโหนกเดียวหรือ 2 โหนก”
และที่แผนกนั้น ทั้งสองได้เห็นลูกสิงโต 2 ตัวหน้าตาเศร้าสร้อย
ถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ทั้ง 2 คนสงสารลูกสิงโตมากที่ต้องถูกขังอย่างนั้น พวกเขาใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ซื้อลูกสิงโตตัวหนึ่ง
พวกเขาตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ว่า “คริสเตียน”

เรนดอลและแอนโธนี่ทำงานในร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้เล็กๆ
บนถนนคิงส์ที่มีห้องใต้ถุนกว้างขวาง
ตอนแรกเจ้าของร้านจะไม่ยอมให้เลี้ยงคริสเตียนที่ห้องใต้ถุน
แต่เมื่อแอนโธนี่หว่านล้อมว่า
คริสเตียนจะสามารถเรียกลูกค้าให้เข้าร้านได้ เจ้าของก็เปลี่ยนใจ

คริสเตียนเลี้ยงง่ายแต่ซนมาก ชายหนุ่มทั้งสองรวมถึงแฟนสาว (ในขณะนั้น)
ต้องมาช่วยกันเลี้ยง คริสเตียนไม่เคยถูกตี
เรนดอลและแอนโธนี่จะใช้น้ำเสียงที่ดุและเย็นชา
เมื่อต้องการดุคริสเตียนแทน

นอกจากนี้คริสเตียนซึ่งกำลังโตขึ้นก็กินจุมาก มันกินวันละ 4 มื้อ
ไม่นับอาหารเสริม คิดแล้วค่าอาหารของมัน
ประมาณอาทิตย์ละ 2400 บาทซึ่งนับว่าแพงมากในสมัยนั้น

คริสเตียนต้องออกกำลังกายด้วย โชคดีที่บาทหลวงในโบสถ์ใกล้ๆ ร้าน
อนุญาตให้คริสเตียนไปวิ่งเล่นที่สนามหญ้าของโบสถ์
กีฬาที่มันชอบเล่นคือฟุตบอล
ที่เป็นกีฬายอดฮิตของคนอังกฤษนั่นเอง เรนดอลว่า คริสเตียนไม่มีกลิ่นสาบของสัตว์ป่าเลย

พวกเขาชอบพาคริสเตียนไปเที่ยวทะเล
ซึ่งตอนแรกมันก็ไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเล
แต่เมื่อไปหลายๆ ครั้ง มันก็ลงทะเลเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

แอนโธนี่เล่าว่า คริสเตียนเป็นสิงโตที่มีอารมณ์ขัน ขี้เล่น
เพราะมันมักจะชอบแกล้งคนที่มาแอบดูมันตามหน้าต่างของร้าน
คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามันเป็นตุ๊กตาสิงโต
เมื่อมันรู้ว่ามีคนมาจ้องดูมันทางหน้าต่าง
มันจะแกล้งนั่งนิ่งๆ เหมือนตุ๊กตา
แล้วจะค่อยๆ หันไปที่หน้าต่าง มันทำสีหน้าพอใจที่เห็นคนทำท่าตกใจ

คริสเตียนกลายเป็นดาราดังของย่านถนนคิงส์อย่างรวดเร็ว
คนแห่มาดูมันทุกวัน มันเองก็สนุกกับการเล่นลูกฟุตบอล
วิ่งไปวิ่งมา ทำตัวเหมือนลูกแมวตัวเล็กๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คริสเตียนตัวโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
เริ่มกลายเป็นสิงโตจริงๆ แล้ว ทั้งเรนดอลและแอนโธนี่ต่างรู้ดีว่า
เวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลงทุกที
สิ่งที่พวกเขากังวลไม่ใช่ว่า คริสเตียนจะไปทำร้ายใคร
แต่เพราะขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมากกว่า

ช่วงนั้นเองที่ บิลล์ เทรเวอร์ และ เวอร์จิเนีย แม็คเคนยา
ดาราดังสองคนของภาพยนตร์เรื่อง Born Free
ที่เกี่ยวกับการปลดปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ
ได้มาที่ร้านเพื่อซื้อโต๊ะไม้
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของจอร์จและจอย อดัมสัน
ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ในเคนยา
ดาราทั้งสองแนะให้เรนดอลติดต่อกับอดัมสัน
เพื่อนำคริสเตียน
ซึ่งเกิดและโตในลอนดอน
ปล่อยกลับสู่ถิ่นเดิมในแอฟริกา เมื่อติดต่อไป จอร์จกล่าวว่า เขายินดีที่จะช่วยและรู้สึกตื่นเต้นมาก
เพราะไม่เคยเจอสิงโตที่เกิดและโตในเมืองเลย

ตอนออกจากลอนดอน มีคนมาส่งคริสเตียนมากมาย
มันดูเหมือนจะรู้แต่เพียงว่า
กำลังจะได้ไปเที่ยวพร้อมกับเรนดอลและแอนโธนี่ เมื่อถึงเคนยา
มันถูกนำไปพักที่สถาบันสัตว์ป่าของจอร์จก่อน
ในการปล่อยคริสเตียน จอร์จใช้สิงโตอีกตัวที่เลี้ยงจนเชื่องเป็นตัวนำไป

ระหว่างทางเรนดอลบอกกับจอร์จว่า “คริสเตียนอยากเข้าห้องน้ำ”
แต่จอร์จบอกกับเรนดอลว่า ถ้าปล่อยมันออกจากกรง
มันจะหนีไปอย่างแน่นอน เรนดอลรับประกันว่า มันจะกลับมา
เมื่อคริสเตียน “เข้าห้องน้ำ” กลางป่าเรียบร้อย
มันเดินกลับเข้ากรงอย่างว่าง่ายเมื่อเรนดอลสั่ง

เมื่อเวลาจากกันมาถึง มนุษย์ทั้งสองก็โบกมือลาคริสเตียน
ตอนแรกมันก็ลังเล เดินกลับไปกลับมาหาคนทั้งสอง
แต่ในที่สุดก็เดินจากไป

หลังจากนั้น 1 ปี เรนดอลและแอนโธนี่คิดถึงคริสเตียนมาก
จึงตัดสินใจเดินทางไปเคนยา จอร์จบอกกับพวกเขาว่า
โอกาสน้อยมากที่จะได้พบคริสเตียน แต่ทั้งสองก็ยืนยันที่จะลอง

และแล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองคนไปยืนรอในที่ที่พวกเขาปล่อยคริสเตียนไป
ไม่นานคริสเตียนก็ปรากฏตัวขึ้น
ตอนแรกมันหยุดมองมาที่ทั้งสอง และค่อยๆ เดินเข้ามา เมื่อมาใกล้มันเริ่มวิ่งและโถมตัวเข้าหาทั้งสองคน
มันทักทายสหายเก่าเหมือนตอนที่มันอยู่กับพวกเขา
มันคลอเคลียเขาเหมือนเป็นแมวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
คริสเตียนยังพาครอบครัว
ซึ่งประกอบด้วยเมียและลูกสองตัวมาพบพวกเขาด้วย

การพบกันครั้งนั้น ถูกบันทึกเป็นวีดิโอ
เมื่อเรนดอลและแอนโธนี่กลับมาที่อังกฤษก็ได้เผยแพร่วีดิโอชิ้นนี้
ไม่นานมันกลายเป็นวีดิโอยอดฮิตติดตลาด
หลายต่อหลายคนร้องไห้เมื่อได้ดู ผู้คนส่งวีดิโอต่อๆ กัน และอินเทอร์เน็ตทำให้วีดิโอนี้ถูกนำมาเผยแพร่
โดยเฉพาะใน YouTube คนดูกว่าล้านคนเข้ามารับทราบเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้
ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ทั้งสามก็ได้พบกันอีก จอร์จบอกว่า
คริสเตียนหายไป แต่คืนก่อนที่ทั้งสองจะถึงเคนยา
คริสเตียนก็กลับมาและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเจอกัน

เรนดอลให้สัมภาษณ์ว่า เขาหวังว่าความโด่งดังของคริสเตียนและวีดิโอชุดนี้
จะทำให้คนกลับมาสนใจการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น

เรื่องราวของคริสเตียนเริ่มขึ้นในปี 2512 ที่นครลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เมื่อจอห์น เรนดอล และ แอนโธนี่ เบิร์ก
นักแสวงโชคหนุ่มจากออสเตรเลีย
ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าแฮร็อตอันเลื่องชื่อ
ห้างนี้โฆษณาตัวเองว่า “ไม่มีอะไรที่แฮร็อตไม่มี”
ห้างนี้ขายทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงสัตว์ป่านานาชนิด
โดยจัดเป็นโซนพิเศษ ที่ทำได้เพราะในขณะนั้นไม่มีกฎหมายห้าม

เรนดอลเล่าว่า “ผมและแอนโธนี่ไปที่ห้างแฮร็อต
เพื่อให้เห็นกับตาว่าห้างนี้มีของทุกอย่าง
ก่อนหน้านี้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งไปที่ห้างและแจ้งผู้จัดการโซนสัตว์ป่าว่า อยากได้อูฐ ผู้จัดการถามแต่เพียงว่า
จะเอาแบบโหนกเดียวหรือ 2 โหนก”
และที่แผนกนั้น ทั้งสองได้เห็นลูกสิงโต 2 ตัวหน้าตาเศร้าสร้อย
ถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ทั้ง 2 คนสงสารลูกสิงโตมากที่ต้องถูกขังอย่างนั้น พวกเขาใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ซื้อลูกสิงโตตัวหนึ่ง
พวกเขาตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ว่า “คริสเตียน”

เรนดอลและแอนโธนี่ทำงานในร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้เล็กๆ
บนถนนคิงส์ที่มีห้องใต้ถุนกว้างขวาง
ตอนแรกเจ้าของร้านจะไม่ยอมให้เลี้ยงคริสเตียนที่ห้องใต้ถุน
แต่เมื่อแอนโธนี่หว่านล้อมว่า
คริสเตียนจะสามารถเรียกลูกค้าให้เข้าร้านได้ เจ้าของก็เปลี่ยนใจ

คริสเตียนเลี้ยงง่ายแต่ซนมาก ชายหนุ่มทั้งสองรวมถึงแฟนสาว (ในขณะนั้น)
ต้องมาช่วยกันเลี้ยง คริสเตียนไม่เคยถูกตี
เรนดอลและแอนโธนี่จะใช้น้ำเสียงที่ดุและเย็นชา
เมื่อต้องการดุคริสเตียนแทน

นอกจากนี้คริสเตียนซึ่งกำลังโตขึ้นก็กินจุมาก มันกินวันละ 4 มื้อ
ไม่นับอาหารเสริม คิดแล้วค่าอาหารของมัน
ประมาณอาทิตย์ละ 2400 บาทซึ่งนับว่าแพงมากในสมัยนั้น

คริสเตียนต้องออกกำลังกายด้วย โชคดีที่บาทหลวงในโบสถ์ใกล้ๆ ร้าน
อนุญาตให้คริสเตียนไปวิ่งเล่นที่สนามหญ้าของโบสถ์
กีฬาที่มันชอบเล่นคือฟุตบอล
ที่เป็นกีฬายอดฮิตของคนอังกฤษนั่นเอง เรนดอลว่า คริสเตียนไม่มีกลิ่นสาบของสัตว์ป่าเลย

พวกเขาชอบพาคริสเตียนไปเที่ยวทะเล
ซึ่งตอนแรกมันก็ไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเล
แต่เมื่อไปหลายๆ ครั้ง มันก็ลงทะเลเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

แอนโธนี่เล่าว่า คริสเตียนเป็นสิงโตที่มีอารมณ์ขัน ขี้เล่น
เพราะมันมักจะชอบแกล้งคนที่มาแอบดูมันตามหน้าต่างของร้าน
คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามันเป็นตุ๊กตาสิงโต
เมื่อมันรู้ว่ามีคนมาจ้องดูมันทางหน้าต่าง
มันจะแกล้งนั่งนิ่งๆ เหมือนตุ๊กตา
แล้วจะค่อยๆ หันไปที่หน้าต่าง มันทำสีหน้าพอใจที่เห็นคนทำท่าตกใจ

คริสเตียนกลายเป็นดาราดังของย่านถนนคิงส์อย่างรวดเร็ว
คนแห่มาดูมันทุกวัน มันเองก็สนุกกับการเล่นลูกฟุตบอล
วิ่งไปวิ่งมา ทำตัวเหมือนลูกแมวตัวเล็กๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คริสเตียนตัวโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
เริ่มกลายเป็นสิงโตจริงๆ แล้ว ทั้งเรนดอลและแอนโธนี่ต่างรู้ดีว่า
เวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลงทุกที
สิ่งที่พวกเขากังวลไม่ใช่ว่า คริสเตียนจะไปทำร้ายใคร
แต่เพราะขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมากกว่า

ช่วงนั้นเองที่ บิลล์ เทรเวอร์ และ เวอร์จิเนีย แม็คเคนยา
ดาราดังสองคนของภาพยนตร์เรื่อง Born Free
ที่เกี่ยวกับการปลดปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ
ได้มาที่ร้านเพื่อซื้อโต๊ะไม้
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของจอร์จและจอย อดัมสัน
ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ในเคนยา
ดาราทั้งสองแนะให้เรนดอลติดต่อกับอดัมสัน
เพื่อนำคริสเตียน
ซึ่งเกิดและโตในลอนดอน
ปล่อยกลับสู่ถิ่นเดิมในแอฟริกา เมื่อติดต่อไป จอร์จกล่าวว่า เขายินดีที่จะช่วยและรู้สึกตื่นเต้นมาก
เพราะไม่เคยเจอสิงโตที่เกิดและโตในเมืองเลย

ตอนออกจากลอนดอน มีคนมาส่งคริสเตียนมากมาย
มันดูเหมือนจะรู้แต่เพียงว่า
กำลังจะได้ไปเที่ยวพร้อมกับเรนดอลและแอนโธนี่ เมื่อถึงเคนยา
มันถูกนำไปพักที่สถาบันสัตว์ป่าของจอร์จก่อน
ในการปล่อยคริสเตียน จอร์จใช้สิงโตอีกตัวที่เลี้ยงจนเชื่องเป็นตัวนำไป

ระหว่างทางเรนดอลบอกกับจอร์จว่า “คริสเตียนอยากเข้าห้องน้ำ”
แต่จอร์จบอกกับเรนดอลว่า ถ้าปล่อยมันออกจากกรง
มันจะหนีไปอย่างแน่นอน เรนดอลรับประกันว่า มันจะกลับมา
เมื่อคริสเตียน “เข้าห้องน้ำ” กลางป่าเรียบร้อย
มันเดินกลับเข้ากรงอย่างว่าง่ายเมื่อเรนดอลสั่ง

เมื่อเวลาจากกันมาถึง มนุษย์ทั้งสองก็โบกมือลาคริสเตียน
ตอนแรกมันก็ลังเล เดินกลับไปกลับมาหาคนทั้งสอง
แต่ในที่สุดก็เดินจากไป

หลังจากนั้น 1 ปี เรนดอลและแอนโธนี่คิดถึงคริสเตียนมาก
จึงตัดสินใจเดินทางไปเคนยา จอร์จบอกกับพวกเขาว่า
โอกาสน้อยมากที่จะได้พบคริสเตียน แต่ทั้งสองก็ยืนยันที่จะลอง

และแล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งสองคนไปยืนรอในที่ที่พวกเขาปล่อยคริสเตียนไป
ไม่นานคริสเตียนก็ปรากฏตัวขึ้น
ตอนแรกมันหยุดมองมาที่ทั้งสอง และค่อยๆ เดินเข้ามา เมื่อมาใกล้มันเริ่มวิ่งและโถมตัวเข้าหาทั้งสองคน
มันทักทายสหายเก่าเหมือนตอนที่มันอยู่กับพวกเขา
มันคลอเคลียเขาเหมือนเป็นแมวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น
คริสเตียนยังพาครอบครัว
ซึ่งประกอบด้วยเมียและลูกสองตัวมาพบพวกเขาด้วย

การพบกันครั้งนั้น ถูกบันทึกเป็นวีดิโอ
เมื่อเรนดอลและแอนโธนี่กลับมาที่อังกฤษก็ได้เผยแพร่วีดิโอชิ้นนี้
ไม่นานมันกลายเป็นวีดิโอยอดฮิตติดตลาด
หลายต่อหลายคนร้องไห้เมื่อได้ดู ผู้คนส่งวีดิโอต่อๆ กัน และอินเทอร์เน็ตทำให้วีดิโอนี้ถูกนำมาเผยแพร่
โดยเฉพาะใน YouTube คนดูกว่าล้านคนเข้ามารับทราบเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้
ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ทั้งสามก็ได้พบกันอีก จอร์จบอกว่า
คริสเตียนหายไป แต่คืนก่อนที่ทั้งสองจะถึงเคนยา
คริสเตียนก็กลับมาและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเจอกัน

เรนดอลให้สัมภาษณ์ว่า เขาหวังว่าความโด่งดังของคริสเตียนและวีดิโอชุดนี้
จะทำให้คนกลับมาสนใจการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น