เศร้าเกินคำบรรยาย กับความใฝ่ฝันครั้งหนึ่งในชีวิต
พวกเดียวกัน
ในการเสด็จออกเยี่ยมราษฎรอำเภอ ไกลๆ ที่กันดารนั้น บางครั้งกำนันก็อยากกราบบังคมทูลด้วยราชาศัพท์ แต่อันที่จริงนั้นไม่ต้องก็ได้ มิได้ทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรงถือว่าความจงรักภักดีและความเคารพในหัวใจนั้นสำคัญยิ่งกว่าราชา ศัพท์ แต่ถึงกระนั้นกำนันบางคนก็ยังอยากจะกราบบังคมทูลให้ถูกต้องตามแบบแผน อุตสาห์ไปซ้อมเสียหลายวัน ท่องมาจนจำขึ้นใจ แต่พอเสด็จฯ มาถึงเข้าจริงๆ ท่านกำนันก็รายงานตัวออกไปว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า…”
“เราพวกเดียวกันนะ…” รับสั่งด้วยความเมตาอย่างพ่อพูดกับลูก
ท่านกำนันเห็นว่าทรงพระกรุณาเช่นนั้น ก็เปลี่ยนใจมากราบบังคมทูลด้วยภาษาธรรมดา

ผู้หญิงตกเป็นของใคร
บางครั้ง ในหลวงของเราก็ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เช่น ชาวเขาคนหนึ่งได้มากราบบังคมทูลร้องทุกข์ว่า เขาได้ให้หมูสองตัวกับเงินก้อนหนึ่งแก่เมีย แต่เมียพอได้เงินแล้วกลับหนีตามชู้ไป พระองค์ก็ทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และให้ปล่อยภรรยาไปตามใจของเธอ ญาติของทั้งสองฝ่ายก็พอใจ
รับสั่งเล่าด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า
“แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป… ผู้หญิงนั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน” รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล
สักครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย “ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่รู้…”

แจกปริญญาหลับใน
…ประมาณสองปีมาแล้ว ตอนเช้าได้ทำฟัน คือว่าหมอฟันมาเจาะฟัน เจาะจนเกือบจะทะลุคางไป (เสียงฮา) … เพราะว่าทะลุฟันซี่นั้นถึงราก ถอนเอาประสาทออก แล้วหมอฟันทั้งหลายก็สนุกสนานไป (เสียงฮา) กินเวลาประมาณสองชั่วโมง เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รับประทานไม่ไหวปากมันชาไปหมดที่เขาฉีดไว้ ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาแจกปริญญาที่นี่…
นับจำนวนผู้ที่มารับปริญญาแล้วก็ดู นาฬิกา จะได้รู้เวลา นับไปนับมา แจกไปแจกมา ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ เขาเดินเข้ามาหา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา เขาร้องออกมาว่า “ทรงพระเจริญ” (เสียงฮา) … แต่บังเอิญตอนนั้นการแจกปริญญาก็ส่วนแจกปริญญา ส่วนปวดฟันก็ส่วนปวดฟัน (เสียงฮา) ส่วนหลับในก็ส่วนหลับใน (เสียงฮา) มีเสียงเขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ” ต้องโสตประสาทตกใจตื่นทั้งตัว
แต่ ว่าหลังตกใจตื่นขึ้นมาอาการปวดฟันหายไปจริงๆ นี่พูดตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าที่จะแจกปริญญาต่อไป ทำด้วยความรู้ตัวด้วย แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าเรามีกำลังใจ ที่เขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ”…

เพื่อนเยอะ
การเสด็จประพาสอเมริกาครั้งนั้น ควรจะได้เล่าถึง “บ๊อบ โฮ้พ” ไว้ด้วย เพราะทรงคุ้นเคยกับดาราผู้นี้ตั้งแต่ครั้งบ๊อบ โฮ้พ มาแวะกรุงเทพฯ เพื่อจะไปเปิดการแสดงกล่อมขวัญทหารอเมริกันในเวียดนาม ระหว่างแวะพักที่กรุงเทพฯ บ๊อบ โฮ้พ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ที่วังสวนจิตรฯ โดยโปรดเก้าพระราชทานเลี้ยงดินเนอร์ด้วย
บ๊อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ขอพาเพื่อนไปด้วย”
“ได้เลย… ไม่ขัดข้อง” รับสั่งตอบ “พาเพื่อนของคุณมาได้เลย”
“ต้องขอขอบพระราชหฤทัยแทนเพื่อนหกสิบสามคนของข้าพระพุทธเจ้าด้วย”
คืนนั้น บ๊อบ โฮ้พ ได้นำวงดนตรีของเขา เข้าไปเล่นถวายอยู่จนดึก จึงกราบกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ที่บ้านของเขา รับสั่งว่า “ยินดี… ฉันพาเพื่อนหกสิบสามคนของฉันไปด้วยนะ”
บ๊อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลเสียงอ่อยๆ ว่า “ติดด้วยเกล้า ว่าตกลงพ่ะย่ะค่ะ”

ทรงพระนามว่าเกาะช้าง
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถาม ข้ราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า “เกาะนั้นชื่ออะไร” ข้าราชการทูลตอบว่า “เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะย่ะคะ” ตรัสว่า “ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ” (ถ้างงก็กลับไปอ่านอีกรอบ)

ส่งเสี่ยกลับวัง
เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปร พระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งโดยลำพังพระองค์ มีครั้งหนึ่งระหว่างจะ เสด็จกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า “ไปไหมเสี่ย” ปรากฎว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัยก็ตรัสจ้างไปยัง พระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้ นึกว่าเป็น ข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวัง ทหารสั่ง วันทยาวุธ เท่านั้นแหละ ซาเล็งถึงรู้ว่า เสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร

จูหลิง ปงกันมูล ครูผู้เสียสละ
นางสาว จูหลิง ปงกันมูล หรือ ครูจุ้ย บิดาชื่อ นายสุน ปงกันมูล มารดาชื่อ นางคำมี ปงกันมูล เป็นบุตรคนเดียว เกิดวันที่ 29 เดือน มีนาคม พ.ศ.2522 อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาเดิม หมู่ที่ 10 ต.ปงน้อย กิ่ง อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย
ประวัติการศึกษา
- ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านปงน้อย อ.แม่จัน จ.เชียงราย
- ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปงน้อยวิทยาคม อ.แม่จัน จ.เชียงราย
- ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย
- ระดับอุดมศึกษา สถาบันราชภัฏลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง
ประวัติการรับราชการ-ปัจจุบัน
นางสาวจูหลิง ปงกันมูล หรือ ครูจุ้ย เริ่มบรรจุเข้ารับราชการโดยการสอบแข่งขันได้ในตำแหน่งครูผู้ช่วยโรงเรียน บ้านกูจิงลือปะ อำเภอระแงะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2548
วันที่ 19 พฤษภาคม 2549 เวลาประมาณ 12.30 น. ชาวบ้านได้ปิดล้อมจับตัว ครูจูหลิง ปงกันมูล พร้อมครูสินีนาฏ ถาวรสุข เป็นตัวประกันและทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปช่วยเหลือนำตัวครูทั้งสองคนส่งโรงพยาบาลระ แงะและได้ส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส แต่เนื่องจากครูจูหลิง ปงกันมูล มีอาการบาดเจ็บอย่างสาหัส จึงได้นำตัวส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
จากการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ครูจูหลิง ปงกันมูล มีบาดแผลขนาดใหญ่โดยรอบศีรษะและลำคอ มีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่คอและด้านหลังตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีการแตกร้าว และยุบตัวของกะโหลกศีรษะ สมองบวมมาก มีรอยช้ำและเลือดออกที่ก้านสมอง ทางโรงพยาบาลรับตัวครูจูหลิง ปงกันมูล ไว้ดูแลอย่างใกล้ชิด ที่ห้อง ICU ได้ทำแผลและแก้ไขภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และพยุงสัญญาณชีพซึ่งยังไม่ปกติ ต้องใช้ยากระต้นหัวใจให้ทำงาน ใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา เนื่องจากไม่สามารถหายใจได้ ม่านตาขยายมากไม่ตอบสนองต่อแสง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งว่าสมองไม่ทำงาน โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ได้ระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง รักษาครูจูหลิงอย่างเต็มความสามารถ
ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โรงพยาบาลได้ให้การรักษาพยาบาลครูจูหลิง ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2549 เนื่องจากอาการของครูจูหลิง ทรงตัวและพ่อแม่ร้องขอเพื่อดูแลและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด จึงได้ย้ายออกจากห้อง ICU ไปยังอาคารเฉลิมพระบารมีชั้น 12 ห้อง 1271 ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2549 และต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้รับการผ่าตัดสมองอีกครั้ง เนื่องจากแพทย์พบฝีในสมองเป็นจำนวนมาก กำหนดเดิมที่จะย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในต้นเดือน มกราคม 2550 จึงต้องเลื่อนออกไป ต่อมาในเวลา 16.15 น. ของวันที่ 8 มกราคม 2550 ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ
วันที่ 9 มกราคม 2550 ศพครูจูหลิง ปงกันมูล เคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์หาดใหญ่ไปยังวัดโคกนาว อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ต่อมาได้เคลื่อนย้ายโดยเครื่องบิน c 130 ของกองทัพอากาศจากกองบิน 56 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลับสู่เชียงรายอันเป็นแผ่นดินเกิด ณ บ้านปงน้อย กิ่งอำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย
ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงติดตามถามอาการอย่างใกล้ชิดและพระราชทานความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จเยี่ยมพระราชทางกำลังใจ เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่ได้ประโลมใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียและครูไทยทุกคน
ผลงานดีเด่นในการรับราชการ
1. รับพระราชทานรางวัลข้าราชการดีเด่น สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี 2549 ของ กระทรวงมหาดไทย จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
2. นางคำมี ปงกันมูล คุณแม่ของครูจูหลิง ปงกันมูล เข้ารับประทานรางวัลแม่ดีเด่น ประจำปี 2549 เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2549 ของสมาคมสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย จากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
3. ได้รับโล่จากสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549
4. ได้รับโล่จากสโมสรโรตารี่ธนบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 จากสมาคมโรตารี่ธนบุรี
5. ได้รับโล่คนดีศรีอาชีวะ ประจำปี 2549 จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549

ทองใบ ทองเปาด์ (12 เมษายน พ.ศ. 2469 – ) ทนายความ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา
ทองใบ ทองเปาด์ เกิดที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 6 คนของ นายหนู และนางเหง่า มีอาชีพทำนา จบชั้นมัธยม 6 ที่จังหวัดมหาสารคาม และมาเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เข้าเรียนที่คณะสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วลาออกมาเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างศึกษาในกรุงเทพ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน จึงอาศัยเป็นเด็กวัด อยู่วัดชนะสงครามมาตลอด
หลังจบมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ได้เริ่มทำงานเป็นทนายความ ว่าความให้กับนักหนังสือพิมพ์ในคดีกบฏสันติภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2496 พร้อมกับทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่หนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่” ร่วมกับ สุภา ศิริมานนท์ ต่อมาย้ายไปหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” ร่วมกับ ทวีป วรดิลก ย้ายไป “สยามนิกร” “สุภาพบุรุษ-ประชามิตร” และ “ข่าวภาพ” โดยมีหน้าที่เขียนข่าวการเมือง มีฉายาว่า “บ๊อบการเมือง” (เนื่องจากขณะนั้น ทองใบไว้ผมยาว ทรงบ๊อบ)
ในปี พ.ศ. 2501 ได้เกินทางร่วมคณะหนังสือพิมพ์ไปประเทศจีน ร่วมกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ สุวัฒน์ วรดิลก และเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เมื่อกลับมาจึงถูกจับขังคุกหลายปีโดยไม่มีความผิด ได้รับการปล่อยตัวเมื่อ พ.ศ. 2509 ออกมาทำงานเป็นทนายความ และนักข่าวหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
ทอง ใบ ทองเปาด์ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2527 – 2529 [2] และได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2527 แต่ทองใบปฏิเสธที่จะเดินทางไปรับรางวัลที่ประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากต้องรับรางวัลจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซึ่งในขณะนั้นมีภาพของผู้นำเผด็จการ และละเมิดสิทธิมนุษยชน จากกรณีลอบสังหารนายเบนีโย อากีโน (สามีของนางคอราซอน อากีโน) เมื่อ พ.ศ. 2526
เมื่อ พ.ศ.2547 ได้รับรางวัล “นักกฎหมายดีเด่น ประจำปี 2547″ จากกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พระ จำรูญ ปานจันทร์ สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก
“คราวนี้ต้องเลิกให้ได้ ถ้าเลิกไม่ได้ต้องตายแน่ๆ เลิกเสพติดเสียทีดีแท้ ติดไปจนแก่คงจะแย่สักวัน”
พระ ภิกษุ จำรูญ ปานจันทร์ นับเป็นนักสังคมสงเคราะห์รายแรก ๆ ของสังคมไทยที่ทำการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด และการบำบัดรักษาผู้ติดยา ในยุคที่ท่านอยู่ในช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มนั้น สถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยเลวร้ายมาก และการค้าฝิ่นจากบริเวณสามเหลี่ยมทองคำก็เป็นไปอย่างโจ่งแจ้ง
ท่าน เริ่มเกี่ยวข้องกับการต่อต้านยาเสพติดด้วยการเป็นตำรวจ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ท่านได้ลาออกจากราชการ และบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากก็ได้อุทิศตนในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด โดยตั้งสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอกขึ้น ที่จังหวัดสระบุรี ประมาณกันว่าจนถึงต้นทศวรรษที่ 1970 มีผู้ได้รับการบำบัดจากวัดนี้รวมทั้งสิ้น 56,000 คน ท่านได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี 1975 พระจำรูญมรณภาพเมื่อปี 2542 มีน้องชายเป็นผู้รับผิดชอบแทน คือพระเจริญ ปานจันทร์

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และมาลาเรีย
ใครๆ เรียกเธอว่าซิมบาจิเค เป็นภาษาสวาฮิลีแปลว่านางสิงห์ ชาวแอฟริกันชื่นชอบนิสัยที่อบอุ่นและชื่นชมในความเข้มงวดของเธอ
รีด เดอร์ส ไดเจสท์ ทั่วเอเชีย ขอยกย่องให้ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรหญิงชาวไทยวัย 55 เป็นบุคคลแห่งปีของเอเชียประจำปี 2551 เป็นบุคคลที่ทุ่มเททำงานและสร้างคุณค่า ผลจากความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อผลักดันให้ผู้ป่วยยากไร้มีโอกาสใช้ยารักษาโรคเอดส์และมาลาเรีย
แม้ ว่าบริษัทยาข้ามชาติเริ่มผลิตยาต้านเอดส์ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แต่ยามีราคาแพงมาก รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถจัดหายาให้แก่ผู้ป่วยยากจนได้ มีเพียงคนรวยเท่านั้นที่สามารถซื้อยานี้มารักษาตัว ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผู้ป่วยชาวไทยกว่า 450,000 คน เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่สามารถเข้าถึงยาราคาถูกได้
กระทั่งปี 2545 โครงการสำคัญของ ดร.กฤษณาผลักดันให้ไทยมีการผลิตยาต้านเอดส์ราคาถูกทำให้อัตราเสียชีวิตลดลง ปัจจุบัน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่มีโครงการรักษาโรคเอดส์ระดับชุมชนดีที่ สุดในโลก ผู้ป่วยยากจนส่วนใหญ่สามารถรับยาฟรี
วิสัยทัศน์และ ความทุ่มเทของ ดร.กฤษณาไม่ได้อำนวยประโยชน์เฉพาะชาวไทยเท่านั้น ยาของเธอยังนำไปใช้รักษาผู้ป่วยยากจนในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม ดร.กฤษณายังทุ่มเทเวลา 5 ปีที่ผ่านมาช่วยเหลือชาวแอฟริกันกวาดล้างโรคเอดส์และโรคมาลาเรีย
ดร. กฤษณาขยันและเอาจริงเอาจัง เธอเร่งพัฒนายาราคาถูกสำหรับรักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่ความดันโลหิตสูงไปถึงเบาหวาน ยาสามัญที่เธอผลิตมีราคาถูกเพราะเป็นยาที่ผลิตเลียนแบบยาต้นตำรับจากต่าง ประเทศ ซึ่งสิทธิบัตรหมดอายุการคุ้มครองไปแล้ว ความยากของขั้นตอนผลิตจึงอยู่ที่การวิจัยและทดสอบเพื่อค้นหาส่วนประกอบยาที่ ถูกต้อง
ปี 2535 โรคเอดส์แพร่กระจายในไทยอย่างรวดเร็ว ดร.กฤษณาจึงตัดสินใจผลิตยาสามัญของยาต้านเอดส์ (antiretrovirals-ARVs) โดยยาที่สนใจเป็นพิเศษคือซิโดวูดีน (Zidovudine-AZT) เนื่องจากมีสรรพคุณลดการถ่ายทอดเชื้อไวรัสจากสตรีสู่ทารกในครรภ์ ปี 2538 ดร.กฤษณาผลิตยาสามัญของซิโดวูดีนชนิดแคปซูลสำเร็จเป็นครั้งแรกด้วยต้นทุน เพียงหนึ่งในห้าของยาต้นตำรับ นับเป็นประเทศแรกในโลกกำลังพัฒนาที่ผลิตยาสามัญของยาต้านเอดส์สำเร็จ ยาสูตรผสมชนิดใหม่นี้กินเพียงวันละสองครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องกินวันละหกเม็ดเหมือนเดิมและราคาถูกกว่าถึง 18 เท่า ดังนั้น สามในสี่ของผู้ป่วยโรคเอดส์กว่า 100,000 คน ในไทยจึงหันมาใช้ยาสูตรผสมของ ดร.กฤษณา
ปลายปี 2545 ดร.กฤษณาได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของโรงงานในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ว่า คนงานจำนวนมากที่นั่นกำลังจะเสียชีวิตจากโรคเอดส์ พวกเขาจึงต้องการให้เธอช่วยผลิตยาจีพีโอเวียร์ เธออยากช่วยเหลือประเทศแถบแอฟริกาในการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขเป็นทุนเดิม จึงตอบตกลงทันที
แล้วยังไปช่วยประเทศแทนซาเนียผลิตยาสามัญของ ยาต้านเอดส์ ตลอดจนอบรมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก เธอพัฒนายารักษาโรคมาลาเรียรุนแรงในเด็ก ช่วยฟื้นฟูโรงงานผลิตยาในประเทศมาลี ซึ่งใกล้ปิดกิจการ จนกลายเป็นโรงงานแห่งแรกในประเทศแถบตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราที่สามารถผลิตยา เม็ดรักษามาลาเรียในปริมาณมากถึงระดับอุตสาหกรรม
ความอุตสาหะ ของ ดร.กฤษณาเริ่มผลิดอกออกผล เธอเป็นนางสิงห์ที่กระโดดลงมาช่วยเหลือคนทุกข์ยาก เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายให้บรรเทาและเบาบางจากความเจ็บป่วยทั้งกายและใจนับล้าน คน

มีชัย วีระไวทยะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่อเสียงจากบทบาทการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัย สำหรับการคุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 จนทำให้ช่วงนั้นคนไทยนิยมเรียกชื่อถุงยางอนามัยว่า “ถุงมีชัย”
มีชัย วีระไวทยะ เกิดวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 ที่ออสเตรเลียจากมารดาชาวสกอตแลนด์ และบิดาชาวไทย จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น
นายมีชัย วีระไวทยะ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และได้รับการแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกอีกหลายสมัย
นายมีชัยได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2537

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยิ้มทั้งน้ำตาไปพร้อมๆ กับความซาบซึ้งกินใจ หลังจากได้ชมโฆษณาประกันชีวิตของบริษัทแห่งหนึ่งที่เสนอเรื่องราวชีวิตของ แม่ต้อย ผู้ให้เส้นทางชีวิตใหม่แก่เด็ก 3 คน ที่หลงเดินทางผิดและกำลังจะกลายเป็นปัญหาสังคม แต่แม่ต้อยกลับพาเด็กๆ เหล่านั้นมาอุปการะเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ราวกับเป็นลูกของเธอเอง แม้เธอจะป่วยเป็นมะเร็ง และมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 2 ปี แต่เธอก็ยังสามารถเล่นกีตาร์ร้องเพลงสนุกไปกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของ เด็กๆ
ภาพชีวิตของบุคคลหนึ่งที่อุทิศตัวเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายให้กับเด็กๆ แม้ตัวเองจะป่วยเป็นมะเร็งก็ไม่หวาดหวั่นดังเช่นในโฆษณา ละม้ายคล้ายคลึงกับชีวิตของ “ครูติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์”แห่งบ้านโฮมฮัก บ้านที่เปรียบเสมือนออกซิเจน ที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับเด็กไร้โอกาสหลายๆ คนในสังคม
ครูติ๋ว” หรือ “แม่ติ๋ว” ของเด็กๆ เคยเป็นอาสาสมัครตามมูลนิธิต่างๆ ก่อนจะมาก่อตั้ง “มูลนิธิ สุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน” ขึ้น และสร้างบ้านโฮมฮักขึ้นที่จังหวัดยโสธร ตลอดเวลา 20 ปีของบ้านโฮมฮัก ครูติ๋วได้ทุ่มเทความรักให้กับเด็กๆ ด้อยโอกาสและเด็กที่ประสบปัญหาวิกฤติต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเด็กติดเชื้อเอดส์ เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือเด็กถูกทำร้ายทุบตี รวมๆ กว่า 100 ชีวิต
แม้ตัวครูติ๋วเองจะมี ฐานะไม่สู้ดีนัก ซ้ำยังทรมานจากอาการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มานานหลายปี ซึ่งอาการก็ทรงๆ ทรุดๆ และกำเริบขึ้นมาวันใดก็ได้ แต่ครูติ๋วก็ไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการรักษาตัวเองเสียทั้งหมด เวลาส่วนใหญ่ของเธออยู่ที่การได้ดูแลเด็กๆ ในบ้านโฮมฮัก นั่นเพราะครูติ๋วมีหลักในการดำรงชีวิตว่า “ชีวิตที่มีค่า คือการทำให้ชีวิตผู้อื่นมีค่า” ดังนั้นครูติ๋วจึงสุขใจที่จะได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเด็กๆ ผู้เปรียบเสมือนต้นกล้าเล็กๆ ที่กำลังรอการรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยที่ดีก่อนจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่สวยงาม ต่อไป สมกับชื่อบ้าน “โฮมฮัก”ที่เป็นภาษาอีสานหมายถึง “ศูนย์รวมแห่งความรักนั่นเอง”
นับวันที่บ้านโฮมฮักจะมีเด็กๆ เข้ามารับไออุ่นจากบ้านมากขึ้น นั่นสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเรายิ่งเลวร้ายลงเพียงใด บ้านโฮมฮักที่กลายเป็นจุดพักพิงของเด็กๆ ด้อยโอกาส จึงกำลังประสบปัญหาอย่างหนักเรื่องเงินทุนที่ต้องใช้กว่าเดือนละเจ็ดแสนบาท ทั้งค่าอาหาร ค่ายา และอุปกรณ์ต่างๆ จนครูติ๋วก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมของเด็กๆ จะดำเนินต่อไปได้อย่างไร หากขาดเงินทุนมาหล่อเลี้ยงชีวิต แต่หลังจากครูติ๋วได้ออกรายการโทรทัศน์หลายๆ รายการ นั่นก็ทำให้เกิดธารน้ำใจจากกลุ่มต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อมอบเงินทุนให้กับบ้านโฮมฮัก เป็นการตอบแทนน้ำใจของครูติ๋วที่ได้แบ่งปันและให้สิ่งดีๆ กับสังคม
และนี่คือชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาพยนตร์โฆษณา เป็นการกระตุ้นให้คนตระหนักถึงสังคมมากขึ้น เฉกเช่นเดียวกับความคิดของ “ครูติ๋ว” ที่แม้ร่างกายของเธอจะอ่อนแอจากโรคร้ายที่รุมเร้า แต่หัวใจของเธอยังคงเข้มแข็งเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะ “ให้” และเติมเต็มในสิ่งที่ขาด ในทุกๆ โอกาสที่เธอจะทำได้

พระอุดมประชาทร พ่อพระของผู้ป่วยเอดส์หรือชื่อที่คนไทยรู้จักกันดี “พระอาจารย์อลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ในวัย 55 ปี ผู้ริเริ่มโครงการ “ธรรมรักษ์นิเวศน์” เมื่อปี 2535
สร้างบ้านพักผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะ สุดท้าย จากวันนั้นก็ไม่เคยมีวันไหนที่หลวงพ่อหยุดทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไข้อนาถาโรค เอดส์ และปี 2550 นี้หลวงพ่อมีโครงการสร้างโรงพยาบาลเพิ่มอีก 400 เตียง รองรับสถานการณ์โรคเอดส์ที่คร่าชีวิตคนไทยอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน
” หลวงพ่อมีคติในการทำงาน 2 ข้อ ข้อแรกอดทนอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ข้อสอง เพียรพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นมนุษย์ที่ทำงานทุกวัน อย่าง 365 วันไม่มีวันหยุด แล้วเมื่อยารักษาเอดส์ดีขึ้น คนไม่ตายก็ต้องเลี้ยงดูเขาต่อไป หางานให้เขาทำ ช่วยเขาเลี้ยงดูลูกๆ อีก สถานการณ์เอดส์เป็นภาระสังคมหนักมาก”
ระยะเวลา 10 กว่าปี ที่หลวงพ่อทำงานทุ่มเทสร้างชีวิตใหม่กับผู้ป่วยเอดส์ยากไร้ จึงได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเป็นผู้ได้รับรางวัล “แทนคุณแผ่นดิน” สาขาสังคม

สืบ นาคะเสถียร (31 ธ.ค. 2492 — 1 ก.ย. 2533) นักอนุรักษ์และนักวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติคนสำคัญของไทย มีบทบาทและชื่อเสียง จากการทำงานอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า ในเชี่ยวหลาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายวาจา
สืบ นาคะเสถียรหรือนามเดิมชื่อ”สืบยศ” เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีบิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ปราจีนบุรี มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร สืบ นาคะเสถียรมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบ นาคะเสถียร เป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือคุณกอบกิจ นาคะเสถียรและคุณกัลยา รักษาสิริกุลคุณสืบมีบุตรสาว 1 คน ชื่อชินรัตน์ นาคะเสถียร ในวัยเด็ก สืบ นาคะเสถียร ได้ช่วยงานในนาของมารดา ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด
ในทรรศนะของเขา หนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือการสร้างแนวป่ากันชนขึ้นมา จากนั้น อพยพราษฎร ออกนอกแนวกันชน แต่พัฒนาแนวกันชนดังกล่าวให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาประโยชน์ ได้ อย่างไรก็ตาม สืบไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ปรากฏเป็นจริง
ดังนั้นเขาจึงได้พยายามประสานงานกับผู้ใหญ่ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงให้เห็นถึงความสำคัญของแนวคิด ดังกล่าว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฟังปล่อยให้สืบ ต้องดูแลป่าห้วยขาแข้งไปตามยถากรรมด้วยความเหนื่อยล้า ความผิดหวังและความคับแค้นใจ
เช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2533 สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจผ่าทางตันด้วยการสั่งเสียลูกน้อง คนสนิท และเขียนจดหมายสั่งลา 6 ฉบับ ชำระสะสางภาระ รับผิดชอบและทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง มอบหมาย เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ให้สถานีวิจัย สัตว์ป่าเขานางรำ เพื่อนำไปใช้ตาม วัตถุกระสงค์ดังกล่าว ตั้งศาลเพื่อแสดงความคารวะต่อ ดวงวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ซึ่งพลีชีพรักษาป่าห้วยขาแข้ง แล้วสวดมนต์ไหว้พระ จนจิตใจสงบขณะที่ฟ้ามืดกำลัง เปิดม่านรับวันใหม่ เสียงปีนดังขึ้นนัดหนึ่งในราวป่าลึก ที่ห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ก็ปิดม่านชีวิตของเขาลง และเป็นบทเริ่มต้น ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายวาจา