ชื่อมูลนิธิ (อังกฤษ): Baan Unrak
ประเภท: มูลนิธิ
ที่ตั้ง: บ้านอุ่นรัก 99/1 หมู่ 1, ต.หนองลู อ.สังขละบุรี, จ.กาญจนบุรี ประเทศไทย 71240
โทรศัพท์: (034) 595428, 089 – 09-9362426
อีเมล: baanunrak@gmail.com
เว็บไซต์: http://www.geocities.com/baanunrak/thai/main.html#aboutus
ทำบุญวันเกิด, บ้านอุ่นรัก
แนะนำมูลนิธิ:

บ้านอุ่นรัก คือบ้านพักเด็กและชุมชนพัฒนายั่งยืนโครงการหนึ่งในเขตอำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรีของประเทศไทย
“บ้านแห่งความรื่นเริง” เปิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2534 ด้วยความมุ่งมั่นพยายามป้องกันการเพิ่มจำนวนของเด็กกำพร้าและเด็กที่อยู่ใน ภาวะเสี่ยงต่อความอยู่รอดในพื้นที่ โครงการนี้ได้เริ่มรับเด็กครั้งแรก 2 คน และขยายมาเป็น 45 คน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2541 ต่อมาเดือน มีนาคม พ.ศ.2546 มีเด็กจำนวน 70 คน อายุระหว่างแรกเกิดถึง 19 ปี
ปัจจุบัน ปี พ.ศ.2550 มีเด็กมากกว่า 118 คน อายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 25 ปี
วัตถุประสงค์:

ช่วยเหลือเด็กกำพร้า พัฒนาเด็ก ส่งเสริมอาชีพให้สตรีในท้องถิ่น
กิจกรรมมูลนิธิ:

ศูนย์ทออุ่นรัก และการเย็บปักถักทอ

ใน พ.ศ.2538 บ้านอุ่นรักได้เปิดศูนย์เย็บปักถักทอเพื่อส่งเสริมสตรีในท้องถิ่นให้มีราย ได้เพิ่มเพื่อการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อแรกเริ่มโครงการเพียงแต่ต้องการสอนเด็ก ๆ ในบ้านเกี่ยวกับศิลปะพื้นบ้านของการถักทอจากชุมชนภูเขา ภายหลังที่เห็นผลงานอันสวยงามและมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยฝีมือประณีตเรียบ ร้อย เพื่อนบ้านก็ขอเข้าร่วมโครงการด้วย โครงการพัฒนาขึ้นด้วยการจ้างสตรีที่มีฝีมือในการทอ จนทำให้เขาเหล่านั้นมีงานประจำ ปัจจุบันสตรี12 คน ทำงานและประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากผ้าทอ เช่น ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ผ้าห่ม และเสื้อผ้า

ศูนย์ทออุ่นรักปัจจุบันสามารถผลิตผลได้พอเพียงคุ้มทุน ด้วยหวังต่อว่าต่อไปจะก้าวหน้าเป็นการสร้างรายได้สนับสนุนบ้านทั้งหลังได้

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเด็กด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การละเล่นบำบัด วจีบำบัด การรู้จักผ่อนคลายจากความเคลียด การเล่านิทานแฝงคุณธรรม สังคมศึกษา ค่ายพักแรม และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน กิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริมพลานามัย ความสมดุยทางจิตใจและอารมณ์รวมทั้งการมีจิตสำนึกต่อสังคม และต่อผู้ที่น่าจะให้ความช่วยเหลือ

กิจกรรมด้านการศึกษา

มีการส่งเสริมด้านการศึกษาโดยการจัดตั้งเป็นโรงเรียน ชื่อโรงเรียนบ้านอุ่นรัก ทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ประถม 6 และนอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เด็กที่มีใจใฝ่เรียนรู้ได้ศึกษาต่อในระดับอุดม ศึกษาอีกด้วย

ร่วมทำบุญวันเกิดให้กับบ้านอุ่นรัก

RAGING PHOENIX ดื้อ สวย ดุ

Posted วันอังคาร, กรกฎาคม 28th, 2009

Jija with her new movie ดื้อสวยดุ or Raging Phoenix

เข้าโรงในเมืองไทยวันที่ 12 สิงหา
หนังน่าดูเหมือนกัน แต่แบบว่างานนี้มีสลิงแฮะ แม้ว่าการเคลื่อนไหวต่าง ๆ น่าดูขึ้น
แต่ลดความขลังลงไปเยอะเลย

ที่น่าสนใจก็ bboy fighting นี่แหล่ะ เจ๋งดี

ใครก็อยากมีรายได้พิเศษ แล้วคุณจะทำอะไรดีล่ะ
งาน part time รึ อะไรล่ะ
mlm – -’
ขายประกัน T_T

ธุรกิจออนไลน์
สร้างร้านค้าออนไลน์ (เหนื่อยอีก)
ทำ adsense T_T
aff, amazon (ได้ง่าย ๆ ก็ดีน่ะซิ)

เหนื่อยจริง ๆ ยังไงก็จำไว้อย่างว่า เราทำพวกนี้เพราะอยากได้เงินเพิ่ม อยากเสียเงินเพิ่มกับพวกนี้แล้วกันครับ

CNX Wood โปรเจคยักษ์

Posted วันพุธ, กรกฎาคม 22nd, 2009

‘ครีเอทีฟ คิงดอม’ ประกาศแผน 7 ปี สร้างสตูดิโอขนาดยักษ์ ที่อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ งบลงทุนเฟสแรกกว่า 600 ล้าน คาดเสร็จเรียบร้อยภายใน 18 เดือน พร้อมผลักดันเชียงใหม่เป็น “เชียงใหม่วู้ด” แข่ง “Bollywood” อินเดีย 19 มิ.ย.นี้ เตรียมจัดงานใหญ่ ดึงคนดังฮอลลีวูด และคนในอุตสาหกรรมหนังทั่วโลก เข้าร่วมงานเปิดตัวโปรเจ็กต์ “สตูดิโอ ซิตี้”

cnx wood, chiangmai wood

นายเอลดูอาร์โด เอ โรเบิ้ลส์ ประธานกรรมการบริหาร และนายธนุ บุณยวัฒน ประธาน บริษัท ครีเอทีฟ คิงดอม แอนิเมชั่น สตูดิโอฟิล์ม จำกัด (CXA) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ลงทุนก่อสร้างสตูดิโอขนาดใหญ่ ชื่อ สตูดิโอซิตี ที่อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จำนวน 3 สตูดิโอ มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท บนเนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ โดยทำเป็นสตูดิโออินดอร์ 2 สตูดิโอ และเอาต์ดอร์ 1 สตูดิโอ เพื่อรับงานจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเวลา 18 เดือนนับจากนี้ พร้อมกันนี้ ยังลงทุนสร้างวีไอพี เทอร์มินัล ซึ่งกำลังเจรจาขออนุญาตกับรัฐบาล เพื่อก่อสร้างเทอร์มินัลดังกล่าวติดกับคาร์โก สนามบินเชียงใหม่ และเครื่องบินส่วนตัวอีกหนึ่งลำ เพื่ออำนวยความสะดวกกับบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์จากต่างประเทศ ที่จะบินเข้ามาถ่ายทำในสตูดิโอของบริษัท มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท

cnx wood, chiangmai wood

การ สร้างสตูดิโอขนาดใหญ่ และวีไอพี เทอร์มินัล รวมทั้งการสั่งซื้อเครื่องบิน บริษัทมีเป้าหมายในการผลักดันให้เชียงใหม่ เป็นมูวีทาวน์หรือเมืองใหม่ เทียบเท่ากับ Bollywood ของประเทศอินเดีย ซึ่งทำขึ้นเลียนแบบฮอลลีวูด ที่สหรัฐอเมริกา โดยจะใช้ชื่อ “Chiangmai Wood” หรือ “CNX WOOD” ซึ่งเป็นชื่อย่อของเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แข่งกับ ฮ่องกง อินเดีย และจีน

cnx wood, chiangmai wood

“เรา ต้องสร้างแบรนด์ เชียงใหม่วู้ดขึ้นมาก่อน สร้างแบรนด์ๆ นี้ให้เกิด หลังจากนั้น จะพยายามผลักดันให้เชียงใหม่เป็นเมืองหนัง เป็นถนนของอุตสาหกรรมหนัง เหมือนถนนซันเซ็ต บูเลอวาร์ด ที่ฮอลลีวูด ในลอสแองเจลีส” ผู้บริหารซีเอ็กซ์เอกล่าวและว่า สาเหตุที่เลือกเชียงใหม่ แทนที่จะเป็นกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต เพราะเชียงใหม่มีอากาศดี คนมีความสามารถ ต้นทุนต่ำ มีสาธารณูปโภค และความพร้อมอื่นๆ เช่น โรงแรม สนามบิน รองรับแขกวีไอพีได้ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกใช้เป็นสร้างหนังฮอลลีวูดมาแล้วหลายๆ เรื่อง อาทิ แบงค็อกแดนเจอร์ลัส เดอะบีท และอนาคตสามารถพัฒนาเป็นแหล่งที่ผลิตหนังคุณภาพ อย่าง สลัม

ด๊อก มิเลี่ยนแนร์ ภาพยนตร์อินเดีย ที่เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนี้ได้เช่นกัน

cnx wood, chiangmai wood

การ สร้างเชียงใหม่ให้เป็นเมืองหนัง ไม่เพียงแต่การลงทุนสร้างสตูดิโอขนาดใหญ่ของบริษัท แต่ยังต้องมีความร่วมมือจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น แสง เสียง ฟิล์ม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ซัพพอร์ตให้กับอุตสาหกรรมหนังในด้านต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทมีความสัมพันธ์และเป็นพันธมิตรกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม หนัง อาทิ ลิฟวิ่ง ฟิล์ม ในสหรัฐอเมริกา บริษัท แฮร์ ในฮอลลีวูด บริษัท สตาร์ไลฟ์ทฯ ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับแสง เป็นต้น

ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ บริษัทได้เตรียมงานเปิดตัวโครงการสตูดิโอซิตี้ ที่โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ภายในงาน จะเชิญคนในอุตสาหกรรมหนังจากต่างประเทศ ทั้งฮอลลีวูด เยอรมนี ดูไบ อินเดีย จีน แคนาดา กัมพูชา มัลดีฟส์ เกาหลีใต้ และอื่นๆ รวมกว่า 200 คนเข้าร่วมงาน สำหรับโครงการผลักดันในเชียงใหม่เป็นเมืองหนังนั้น ซีเอ็กซ์เอมีแผนต่อเนื่องภายใน 7 ปี ในการผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง โดยตั้งเป้าการใช้งบลงทุนครั้งละประมาณ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 1,200 ล้านบาท

ผู้บริหารซีเอ็กซ์เอ กล่าวว่า บริษัทเริ่มดำเนินการในธุรกิจฟิล์มในประเทศไทยมาประมาณ 5 ปี ด้วยงบลงทุนมากกว่า 80 ล้านบาท มีสตูดิโอ โพสต์โปรดักชั่น แอนิเมชัน กราฟิกดีไซน์ ฟิล์ม และยังมีรายการการ์ตูน ชื่อ ตูนบูน ทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ ทีวี นำเสนอการ์ตูนแอนิเมชัน 3 เรื่องที่บริษัทผลิตขึ้นเอง ได้แก่ Bubble, Trio Bunnies และ Magic Panda & The Cool Kidz นอกจากนี้ ยังผลิตแอนิเมชันซีรีส์ให้กับโครงการถนนสีขาวของ โตโยต้า พร้อมทั้งผลิตสื่อฟรีแม็กกาซีน คลิ๊ก และตูน บูน แมกกาซีน แจกในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ผลงานของบริษัท และยังมีผลงานด้านแอนิเมชันอีกหลายชิ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นงานที่นำเสนอในต่างประเทศ เช่น การร่วมงานกับไมเคิล แจ็คสัน ครบรอบ 25 ปี

นอกจากนี้ ยังมี ฟิล์มสตูดิโอ และซาวด์ สตูดิโอ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การเปิดค่ายเพลงในบริษัท เช่นเดียวกับที่เปิดมาแล้วในต่างประเทศ รวมทั้งบริษัท ยังได้จับมือกับบริษัท ยูโทเปีย ในสวีเดน พัฒนางานเกมออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในอีก 1 ปีข้างหน้า และหลังจากสตูดิโอ ซิตี้ เสร็จเรียบร้อย บริษัทจะย้ายส่วนของโพสต์โปรดักชั่น ไปรวมอยู่สตูดิโอแห่งใหม่

สำหรับบริษัท ซีเอ็กซ์เอฯ ก่อตั้งขึ้นโดยนายเอลดูอาร์โด เอ โรเบิ้ลส์ ประธานกรรมการบริหาร และนายธนุ บุณยวัฒน ประธานบริษัท จากงานด้านสถาปัตยกรรม รับออกแบบและดีไซน์ โครงการต่างๆ ในนามบริษัท ครีเอทีฟ คิงดอม อิงค์ เมื่อปี 2540 เช่น โครงการโรงแรม และรีสอร์ท ในดูไบ งานสวนสนุก งานสตูดิโอ ของเอ็มจีเอ ที่มาเก๊า และเริ่มเปิดบริษัท ครีเอทีฟ คิงดอม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เมื่อปี 2545 รับงานออกแบบด้านบันเทิง และเปิดครีเอทีฟ คิงดอม แอนิเมชันสตูดิโอ ในเชียงใหม่ เมื่อปี 2547

ปัจจุบัน มีสาขาอยู่ทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ โจฮันเนสเบิร์ก เซาต์แอฟริกา, มะนิลา ฟิลิปปินส์, ดูไบ, เชียงใหม่, ปักกิ่ง และกำลังมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ที่ประเทศอินเดีย

เศร้าเกินคำบรรยาย กับความใฝ่ฝันครั้งหนึ่งในชีวิต

พระราชอารมณ์ขันในหลวง

Posted วันพุธ, มิถุนายน 24th, 2009
Posted in seo | No Comments »

พวกเดียวกัน

ในการเสด็จออกเยี่ยมราษฎรอำเภอ ไกลๆ ที่กันดารนั้น บางครั้งกำนันก็อยากกราบบังคมทูลด้วยราชาศัพท์ แต่อันที่จริงนั้นไม่ต้องก็ได้ มิได้ทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรงถือว่าความจงรักภักดีและความเคารพในหัวใจนั้นสำคัญยิ่งกว่าราชา ศัพท์ แต่ถึงกระนั้นกำนันบางคนก็ยังอยากจะกราบบังคมทูลให้ถูกต้องตามแบบแผน อุตสาห์ไปซ้อมเสียหลายวัน ท่องมาจนจำขึ้นใจ แต่พอเสด็จฯ มาถึงเข้าจริงๆ ท่านกำนันก็รายงานตัวออกไปว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า…”

“เราพวกเดียวกันนะ…” รับสั่งด้วยความเมตาอย่างพ่อพูดกับลูก

ท่านกำนันเห็นว่าทรงพระกรุณาเช่นนั้น ก็เปลี่ยนใจมากราบบังคมทูลด้วยภาษาธรรมดา
ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

ผู้หญิงตกเป็นของใคร

บางครั้ง ในหลวงของเราก็ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว เช่น ชาวเขาคนหนึ่งได้มากราบบังคมทูลร้องทุกข์ว่า เขาได้ให้หมูสองตัวกับเงินก้อนหนึ่งแก่เมีย แต่เมียพอได้เงินแล้วกลับหนีตามชู้ไป พระองค์ก็ทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และให้ปล่อยภรรยาไปตามใจของเธอ ญาติของทั้งสองฝ่ายก็พอใจ

รับสั่งเล่าด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า

“แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป… ผู้หญิงนั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน” รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล

สักครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย “ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่รู้…”

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

แจกปริญญาหลับใน

…ประมาณสองปีมาแล้ว ตอนเช้าได้ทำฟัน คือว่าหมอฟันมาเจาะฟัน เจาะจนเกือบจะทะลุคางไป (เสียงฮา) … เพราะว่าทะลุฟันซี่นั้นถึงราก ถอนเอาประสาทออก แล้วหมอฟันทั้งหลายก็สนุกสนานไป (เสียงฮา) กินเวลาประมาณสองชั่วโมง เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รับประทานไม่ไหวปากมันชาไปหมดที่เขาฉีดไว้ ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาแจกปริญญาที่นี่…

นับจำนวนผู้ที่มารับปริญญาแล้วก็ดู นาฬิกา จะได้รู้เวลา นับไปนับมา แจกไปแจกมา ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ เขาเดินเข้ามาหา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา เขาร้องออกมาว่า “ทรงพระเจริญ” (เสียงฮา) … แต่บังเอิญตอนนั้นการแจกปริญญาก็ส่วนแจกปริญญา ส่วนปวดฟันก็ส่วนปวดฟัน (เสียงฮา) ส่วนหลับในก็ส่วนหลับใน (เสียงฮา) มีเสียงเขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ” ต้องโสตประสาทตกใจตื่นทั้งตัว

แต่ ว่าหลังตกใจตื่นขึ้นมาอาการปวดฟันหายไปจริงๆ นี่พูดตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าที่จะแจกปริญญาต่อไป ทำด้วยความรู้ตัวด้วย แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าเรามีกำลังใจ ที่เขาบอกว่า “ทรงพระเจริญ”…

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

เพื่อนเยอะ
การเสด็จประพาสอเมริกาครั้งนั้น ควรจะได้เล่าถึง “บ๊อบ โฮ้พ” ไว้ด้วย เพราะทรงคุ้นเคยกับดาราผู้นี้ตั้งแต่ครั้งบ๊อบ โฮ้พ มาแวะกรุงเทพฯ เพื่อจะไปเปิดการแสดงกล่อมขวัญทหารอเมริกันในเวียดนาม ระหว่างแวะพักที่กรุงเทพฯ บ๊อบ โฮ้พ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ที่วังสวนจิตรฯ โดยโปรดเก้าพระราชทานเลี้ยงดินเนอร์ด้วย
บ๊อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ขอพาเพื่อนไปด้วย”
“ได้เลย… ไม่ขัดข้อง” รับสั่งตอบ “พาเพื่อนของคุณมาได้เลย”
“ต้องขอขอบพระราชหฤทัยแทนเพื่อนหกสิบสามคนของข้าพระพุทธเจ้าด้วย”
คืนนั้น บ๊อบ โฮ้พ ได้นำวงดนตรีของเขา เข้าไปเล่นถวายอยู่จนดึก จึงกราบกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ที่บ้านของเขา รับสั่งว่า “ยินดี… ฉันพาเพื่อนหกสิบสามคนของฉันไปด้วยนะ”
บ๊อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลเสียงอ่อยๆ ว่า “ติดด้วยเกล้า ว่าตกลงพ่ะย่ะค่ะ”

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

ทรงพระนามว่าเกาะช้าง

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถาม ข้ราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า “เกาะนั้นชื่ออะไร” ข้าราชการทูลตอบว่า “เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะย่ะคะ” ตรัสว่า “ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ” (ถ้างงก็กลับไปอ่านอีกรอบ)

ในหลวง, พระราชอารมณ์ขัน

ส่งเสี่ยกลับวัง

เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปร พระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งโดยลำพังพระองค์ มีครั้งหนึ่งระหว่างจะ เสด็จกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า “ไปไหมเสี่ย” ปรากฎว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัยก็ตรัสจ้างไปยัง พระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้ นึกว่าเป็น ข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวัง ทหารสั่ง วันทยาวุธ เท่านั้นแหละ ซาเล็งถึงรู้ว่า เสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร

ครูจูหลิง ปงกันมูล

Posted วันอังคาร, มิถุนายน 9th, 2009

ครูจูหลิง

จูหลิง ปงกันมูล ครูผู้เสียสละ

นางสาว จูหลิง ปงกันมูล หรือ ครูจุ้ย บิดาชื่อ นายสุน ปงกันมูล มารดาชื่อ นางคำมี ปงกันมูล เป็นบุตรคนเดียว เกิดวันที่ 29 เดือน มีนาคม พ.ศ.2522 อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาเดิม หมู่ที่ 10 ต.ปงน้อย กิ่ง อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย

ประวัติการศึกษา
- ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านปงน้อย อ.แม่จัน จ.เชียงราย
- ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนปงน้อยวิทยาคม อ.แม่จัน จ.เชียงราย
- ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย
- ระดับอุดมศึกษา สถาบันราชภัฏลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง

ประวัติการรับราชการ-ปัจจุบัน
นางสาวจูหลิง ปงกันมูล หรือ ครูจุ้ย เริ่มบรรจุเข้ารับราชการโดยการสอบแข่งขันได้ในตำแหน่งครูผู้ช่วยโรงเรียน บ้านกูจิงลือปะ อำเภอระแงะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2548

วันที่ 19 พฤษภาคม 2549 เวลาประมาณ 12.30 น. ชาวบ้านได้ปิดล้อมจับตัว ครูจูหลิง ปงกันมูล พร้อมครูสินีนาฏ ถาวรสุข เป็นตัวประกันและทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปช่วยเหลือนำตัวครูทั้งสองคนส่งโรงพยาบาลระ แงะและได้ส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส แต่เนื่องจากครูจูหลิง ปงกันมูล มีอาการบาดเจ็บอย่างสาหัส จึงได้นำตัวส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

จากการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ครูจูหลิง ปงกันมูล มีบาดแผลขนาดใหญ่โดยรอบศีรษะและลำคอ มีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่คอและด้านหลังตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีการแตกร้าว และยุบตัวของกะโหลกศีรษะ สมองบวมมาก มีรอยช้ำและเลือดออกที่ก้านสมอง ทางโรงพยาบาลรับตัวครูจูหลิง ปงกันมูล ไว้ดูแลอย่างใกล้ชิด ที่ห้อง ICU ได้ทำแผลและแก้ไขภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และพยุงสัญญาณชีพซึ่งยังไม่ปกติ ต้องใช้ยากระต้นหัวใจให้ทำงาน ใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา เนื่องจากไม่สามารถหายใจได้ ม่านตาขยายมากไม่ตอบสนองต่อแสง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งว่าสมองไม่ทำงาน โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ได้ระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง รักษาครูจูหลิงอย่างเต็มความสามารถ

ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โรงพยาบาลได้ให้การรักษาพยาบาลครูจูหลิง ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2549 เนื่องจากอาการของครูจูหลิง ทรงตัวและพ่อแม่ร้องขอเพื่อดูแลและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด จึงได้ย้ายออกจากห้อง ICU ไปยังอาคารเฉลิมพระบารมีชั้น 12 ห้อง 1271 ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2549 และต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้รับการผ่าตัดสมองอีกครั้ง เนื่องจากแพทย์พบฝีในสมองเป็นจำนวนมาก กำหนดเดิมที่จะย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในต้นเดือน มกราคม 2550 จึงต้องเลื่อนออกไป ต่อมาในเวลา 16.15 น. ของวันที่ 8 มกราคม 2550 ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ

วันที่ 9 มกราคม 2550 ศพครูจูหลิง ปงกันมูล เคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์หาดใหญ่ไปยังวัดโคกนาว อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ต่อมาได้เคลื่อนย้ายโดยเครื่องบิน c 130 ของกองทัพอากาศจากกองบิน 56 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลับสู่เชียงรายอันเป็นแผ่นดินเกิด ณ บ้านปงน้อย กิ่งอำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย

ครูจูหลิง ปงกันมูล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงติดตามถามอาการอย่างใกล้ชิดและพระราชทานความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จเยี่ยมพระราชทางกำลังใจ เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่ได้ประโลมใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียและครูไทยทุกคน

ผลงานดีเด่นในการรับราชการ

1. รับพระราชทานรางวัลข้าราชการดีเด่น สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี 2549 ของ กระทรวงมหาดไทย จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

2. นางคำมี ปงกันมูล คุณแม่ของครูจูหลิง ปงกันมูล เข้ารับประทานรางวัลแม่ดีเด่น ประจำปี 2549 เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2549 ของสมาคมสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย จากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

3. ได้รับโล่จากสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูศิลปะแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549

4. ได้รับโล่จากสโมสรโรตารี่ธนบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 จากสมาคมโรตารี่ธนบุรี

5. ได้รับโล่คนดีศรีอาชีวะ ประจำปี 2549 จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549

ทองใบ ทองเปาด์

ทองใบ ทองเปาด์ (12 เมษายน พ.ศ. 2469 – ) ทนายความ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา

ทองใบ ทองเปาด์ เกิดที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 6 คนของ นายหนู และนางเหง่า มีอาชีพทำนา จบชั้นมัธยม 6 ที่จังหวัดมหาสารคาม และมาเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เข้าเรียนที่คณะสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วลาออกมาเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างศึกษาในกรุงเทพ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน จึงอาศัยเป็นเด็กวัด อยู่วัดชนะสงครามมาตลอด

หลังจบมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ได้เริ่มทำงานเป็นทนายความ ว่าความให้กับนักหนังสือพิมพ์ในคดีกบฏสันติภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2496 พร้อมกับทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่หนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่” ร่วมกับ สุภา ศิริมานนท์ ต่อมาย้ายไปหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” ร่วมกับ ทวีป วรดิลก ย้ายไป “สยามนิกร” “สุภาพบุรุษ-ประชามิตร” และ “ข่าวภาพ” โดยมีหน้าที่เขียนข่าวการเมือง มีฉายาว่า “บ๊อบการเมือง” (เนื่องจากขณะนั้น ทองใบไว้ผมยาว ทรงบ๊อบ)

ในปี พ.ศ. 2501 ได้เกินทางร่วมคณะหนังสือพิมพ์ไปประเทศจีน ร่วมกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ สุวัฒน์ วรดิลก และเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เมื่อกลับมาจึงถูกจับขังคุกหลายปีโดยไม่มีความผิด ได้รับการปล่อยตัวเมื่อ พ.ศ. 2509 ออกมาทำงานเป็นทนายความ และนักข่าวหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

ทอง ใบ ทองเปาด์ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2527 – 2529 [2] และได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2527 แต่ทองใบปฏิเสธที่จะเดินทางไปรับรางวัลที่ประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากต้องรับรางวัลจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซึ่งในขณะนั้นมีภาพของผู้นำเผด็จการ และละเมิดสิทธิมนุษยชน จากกรณีลอบสังหารนายเบนีโย อากีโน (สามีของนางคอราซอน อากีโน) เมื่อ พ.ศ. 2526

เมื่อ พ.ศ.2547 ได้รับรางวัล “นักกฎหมายดีเด่น ประจำปี 2547″ จากกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พระจำรูญ ปานจันทร์

พระ จำรูญ ปานจันทร์ สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

“คราวนี้ต้องเลิกให้ได้ ถ้าเลิกไม่ได้ต้องตายแน่ๆ เลิกเสพติดเสียทีดีแท้ ติดไปจนแก่คงจะแย่สักวัน”

พระ ภิกษุ จำรูญ ปานจันทร์ นับเป็นนักสังคมสงเคราะห์รายแรก ๆ ของสังคมไทยที่ทำการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด และการบำบัดรักษาผู้ติดยา ในยุคที่ท่านอยู่ในช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มนั้น สถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยเลวร้ายมาก และการค้าฝิ่นจากบริเวณสามเหลี่ยมทองคำก็เป็นไปอย่างโจ่งแจ้ง

ท่าน เริ่มเกี่ยวข้องกับการต่อต้านยาเสพติดด้วยการเป็นตำรวจ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ท่านได้ลาออกจากราชการ และบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากก็ได้อุทิศตนในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด โดยตั้งสำนักสงฆ์วัดถ้ำกระบอกขึ้น ที่จังหวัดสระบุรี ประมาณกันว่าจนถึงต้นทศวรรษที่ 1970 มีผู้ได้รับการบำบัดจากวัดนี้รวมทั้งสิ้น 56,000 คน ท่านได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี 1975 พระจำรูญมรณภาพเมื่อปี 2542 มีน้องชายเป็นผู้รับผิดชอบแทน คือพระเจริญ ปานจันทร์

กฤษณา ไกรสินธุ์

ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และมาลาเรีย

ใครๆ เรียกเธอว่าซิมบาจิเค เป็นภาษาสวาฮิลีแปลว่านางสิงห์ ชาวแอฟริกันชื่นชอบนิสัยที่อบอุ่นและชื่นชมในความเข้มงวดของเธอ

รีด เดอร์ส ไดเจสท์ ทั่วเอเชีย ขอยกย่องให้ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรหญิงชาวไทยวัย 55 เป็นบุคคลแห่งปีของเอเชียประจำปี 2551 เป็นบุคคลที่ทุ่มเททำงานและสร้างคุณค่า ผลจากความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อผลักดันให้ผู้ป่วยยากไร้มีโอกาสใช้ยารักษาโรคเอดส์และมาลาเรีย

แม้ ว่าบริษัทยาข้ามชาติเริ่มผลิตยาต้านเอดส์ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แต่ยามีราคาแพงมาก รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถจัดหายาให้แก่ผู้ป่วยยากจนได้ มีเพียงคนรวยเท่านั้นที่สามารถซื้อยานี้มารักษาตัว ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผู้ป่วยชาวไทยกว่า 450,000 คน เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่สามารถเข้าถึงยาราคาถูกได้

กระทั่งปี 2545 โครงการสำคัญของ ดร.กฤษณาผลักดันให้ไทยมีการผลิตยาต้านเอดส์ราคาถูกทำให้อัตราเสียชีวิตลดลง ปัจจุบัน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่มีโครงการรักษาโรคเอดส์ระดับชุมชนดีที่ สุดในโลก ผู้ป่วยยากจนส่วนใหญ่สามารถรับยาฟรี

วิสัยทัศน์และ ความทุ่มเทของ ดร.กฤษณาไม่ได้อำนวยประโยชน์เฉพาะชาวไทยเท่านั้น ยาของเธอยังนำไปใช้รักษาผู้ป่วยยากจนในประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม ดร.กฤษณายังทุ่มเทเวลา 5 ปีที่ผ่านมาช่วยเหลือชาวแอฟริกันกวาดล้างโรคเอดส์และโรคมาลาเรีย

ดร. กฤษณาขยันและเอาจริงเอาจัง เธอเร่งพัฒนายาราคาถูกสำหรับรักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่ความดันโลหิตสูงไปถึงเบาหวาน ยาสามัญที่เธอผลิตมีราคาถูกเพราะเป็นยาที่ผลิตเลียนแบบยาต้นตำรับจากต่าง ประเทศ ซึ่งสิทธิบัตรหมดอายุการคุ้มครองไปแล้ว ความยากของขั้นตอนผลิตจึงอยู่ที่การวิจัยและทดสอบเพื่อค้นหาส่วนประกอบยาที่ ถูกต้อง

ปี 2535 โรคเอดส์แพร่กระจายในไทยอย่างรวดเร็ว ดร.กฤษณาจึงตัดสินใจผลิตยาสามัญของยาต้านเอดส์ (antiretrovirals-ARVs) โดยยาที่สนใจเป็นพิเศษคือซิโดวูดีน (Zidovudine-AZT) เนื่องจากมีสรรพคุณลดการถ่ายทอดเชื้อไวรัสจากสตรีสู่ทารกในครรภ์ ปี 2538 ดร.กฤษณาผลิตยาสามัญของซิโดวูดีนชนิดแคปซูลสำเร็จเป็นครั้งแรกด้วยต้นทุน เพียงหนึ่งในห้าของยาต้นตำรับ นับเป็นประเทศแรกในโลกกำลังพัฒนาที่ผลิตยาสามัญของยาต้านเอดส์สำเร็จ ยาสูตรผสมชนิดใหม่นี้กินเพียงวันละสองครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องกินวันละหกเม็ดเหมือนเดิมและราคาถูกกว่าถึง 18 เท่า ดังนั้น สามในสี่ของผู้ป่วยโรคเอดส์กว่า 100,000 คน ในไทยจึงหันมาใช้ยาสูตรผสมของ ดร.กฤษณา

ปลายปี 2545 ดร.กฤษณาได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของโรงงานในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ว่า คนงานจำนวนมากที่นั่นกำลังจะเสียชีวิตจากโรคเอดส์ พวกเขาจึงต้องการให้เธอช่วยผลิตยาจีพีโอเวียร์ เธออยากช่วยเหลือประเทศแถบแอฟริกาในการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขเป็นทุนเดิม จึงตอบตกลงทันที

แล้วยังไปช่วยประเทศแทนซาเนียผลิตยาสามัญของ ยาต้านเอดส์ ตลอดจนอบรมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก เธอพัฒนายารักษาโรคมาลาเรียรุนแรงในเด็ก ช่วยฟื้นฟูโรงงานผลิตยาในประเทศมาลี ซึ่งใกล้ปิดกิจการ จนกลายเป็นโรงงานแห่งแรกในประเทศแถบตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราที่สามารถผลิตยา เม็ดรักษามาลาเรียในปริมาณมากถึงระดับอุตสาหกรรม

ความอุตสาหะ ของ ดร.กฤษณาเริ่มผลิดอกออกผล เธอเป็นนางสิงห์ที่กระโดดลงมาช่วยเหลือคนทุกข์ยาก เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายให้บรรเทาและเบาบางจากความเจ็บป่วยทั้งกายและใจนับล้าน คน